เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 นายสม(นามสมมุติ) คนไทยพลัดถิ่นบ้านห้วยส้าน เมืองเมียวดี เปิดเผยว่าเมื่อคืนวันที่ 28 มีนาคม กองทัพพม่าได้ส่งเครื่องบินรบมาทิ้งระเบิดบริเวณหมู่บ้านอย่างน้อย 3 รอบ ทำให้มีบ้านเรือนเสียหาย ขณะที่ชาวบ้านห้วยส้านส่วนใหญ่ได้อพยพไปอยู่ที่บ้านแม่แปบซึ่งอยู่ห่างออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว

“ตอนนี้ข้าวปลาอาหารเริ่มขาดแคลน ชาวบ้านหนีภัยกันไปอยู่บ้านแม่แปบ 560 คน บางส่วนไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง มี 260 คนที่อาศัยอยู่ที่วัด ที่ผ่านมาเราได้รับความช่วยเหลือจากญาติพี่น้องฝั่งไทย บางคนโอนเงินมาให้ บางคนส่งข้าวของมาให้ ทำให้พออยู่ได้ แต่ตอนนี้เมื่อต้องอยู่กันยาว การสู้รบก็ยังรุนแรงขึ้นทุกวัน ทำให้เริ่มขาดแคลนอาหาร” นายสม กล่าว
ทั้งนี้หมู่บ้านห้วยส้าน ประชาชนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งเดิมทีพื้นที่บริเวณเคยเป็นของสยามก่อนที่จะถูกอังกฤษกดดันให้แบ่งเส้นเขตแดนใหม่โดยใช้แม่น้ำเมยเป็นหลักมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามหมู่บ้านห้วยส้านถูกกองทัพพม่าสงสัยว่าเป็นที่หลบซ่อนของกลุ่มกองกำลังที่ต่อต้านสภาบริหารแห่งรัฐพม่าหรือ SAC เนื่องจากกองทัพพม่าไม่รู้ว่าหมู่บ้านนี้เป็นคนไทยพลัดถิ่น ดังนั้นกองทัพพม่าจึงโจมตีบ้านห้วยส้านแล้วหลายรอบ
ขณะที่สำนักข่าว อิระวดี รายงานว่า ชาวบ้านประจำถิ่นบอกว่า เครื่องบินรบของกองทัพพม่าบินมาทิ้งระเบิดลงในหมู่บ้านห้วยส้านหรือที่พม่าเรียก เว้ชาน ทำให้บ้านเรือนเสียหายถูกเพลิงลุกไหม้ ทั้งนี้ได้รับแจ้งจากฝ่ายต่อต้านในพื้นที่ว่า เนื่องจากกองทัพพม่าไม่สามารถรุกคืบปฏิบัติการทางภาคพื้นดินได้ จึงเร่งเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศด้วยการทิ้งบอมบ์ และยิงโจมตีด้วยปืนกลอากาศมากขึ้นและรุนแรงขึ้นตามลำดับ
“กองทัพพม่าได้ส่งเครื่องบินเล็กผลิตจากประเทศจีนบินมาทิ้งระเบิดพื้นที่ใกล้เมืองเมียวดีแบบวันเว้นวัน โดยเมื่อวานบินมาทิ้งระเบิดชนิดน้ำหนัก 300 ปอนด์หลายลูก”ชาวบ้านระบุ
ด้านนายสะท้าน ชีววิชัยพงษ์ ผู้ประสานงานสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน เปิดเผยว่าได้ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังชาวบ้านที่หนีภัยการสู้รบมาหลบอยู่ในป่าสาละวินด้านตรงข้ามกับ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยจุดที่ทีมงานนำข้าวของไปส่งต่อนั้น มีชาวบ้าน 40 ครอบครัวที่เพิ่งหนีมาจากหมู่บ้านรอบๆผาปูนหลังจากที่กองทัพพม่าใช้เครื่องบินรบทิ้งระเบิดอย่างหนัก
“ขณะนี้มีชาวกะเหรี่ยงจำนวนมาก ที่หนีมาหลบอยู่ตามป่าเขาในพื้นที่ป่าสาละวิน พวกเขาต้องหลบซ่อนกันเป็นหย่อมๆ และขาดแคลนข้าวปลาอาหาร ดังนั้นเราจึงพยายามส่งต่อความช่วยเหลือเท่าที่หาได้มอบให้พวกเขาเพราะกำลังลำบาก”นายสะท้าน กล่าว