วันนี้ “ชิตู”ผู้นำกะเหรี่ยง BGF (กองกำลังพิทักษ์ชายแดน) สั่งถอนกำลังจากพื้นที่บางจุดบริเวณชานเมืองเมียวดีส่งผลให้ทหารพม่าต้องถอยร่นออกไปและเปิดพื้นที่ให้ทหาร KNU รุกคืบเพิ่มมากขึ้น
บทบาทของชิตูกำลังเป็นที่จับตามองเป็นอย่างมากเพราะ 1.เขาคือเจ้าของพื้นที่ชเวโก๊กโก่แหล่งอาชญากรรมระดับโลก เช่นเดียวกับอีกปีกหนึ่งของ BGF ที่ทำหน้าที่พิทักษ์อาณาจักร KK Park อีกแหล่งอาชญากรรมที่เสมือนขุมนรกชายแดนไทยเช่นเดียวกัน
2.กองกำลัง BGF มีราวๆ 4,000-5,000 คนแต่มีความเข้มแข็งในระดับหนึ่งเพราะมีรายได้มหาศาลจากการให้เช่าพื้นที่ทำธุรกิจมืดของเหล่ามาเฟียจีน ดังนั้นจึงมีความพร้อมด้านต่างๆโดยเฉพาะอาวุธ ท่ามกลางสงครามระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้ BGF เป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญ
ปัจจุบันชิตูค่อนข้างระมัดระวังตัวมาก เพราะรู้ดีว่าถูกประเทศใหญ่หมายหัว ในฐานะหัวขบวนสำคัญที่อำนวยความสะดวกให้เหล่ามาเฟีย ดังนั้นเขาจึงพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของเขา
ว่ากันว่าชิตูมีทรัพย์สินมหาศาลหลายพันล้านจากรายได้แต่ละเดือนจากค่าเช่าที่ดินและรักษาความปลอดภัยให้แหล่งอาชญากรรมครบวงจรริมแม่น้ำเมย
เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับบิ๊กข้าราชการของไทย ทั้งตำรวจ ทหาร ศุลกากร ฯลฯ ในแต่ละเดือนเขาจ่ายให้กับบางคนเหล่านี้เพื่อให้หลับตาข้างหนึ่งในการทำให้ธุรกิจสีเทาดำฝั่งเมียวดีเป็นไปด้วยความราบรื่น ขนาด “เหยื่อ”บางคนที่หนีข้ามน้ำเมยมาที่แม่สอดได้แล้ว เขายังสามารถส่งลูกน้องเข้ามาไล่ล่ากลับไปได้
เหมือนกับที่ รังสิมันต์ โรม อภิปรายไว้ในสภาเมื่อคืนวันที่ 3 สองฝั่งแม่น้ำเมยแทบจะเชื่อมติดเป็นแผ่นดินผืนเดียวกันโดยเหล่าจีนเทาสามารถขนคนข้ามไป-มาได้ตามอำเภอใจ โดยที่ข้าราชการไทยในแม่สอดทั้งระบบมองไม่เห็นได้อย่างไร
ถ้าไปตรวจสอบธุรกิจใหญ่ๆในแม่สอดบางเจ้า เช่น วัสดุก่อสร้าง ปั้มน้ำมัน จะเห็นถึงความเชื่อมโยงกับแหล่งอาชญากรรมระดับโลกริมแม่น้ำเมยอย่างมีนัยยะ
นอกจากเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลมาจากแหล่งอาชญากรรมแล้ว แม่สอดยังเป็นศูนย์รวมของคนหลากหลายจำพวก ตั้งแต่ฝรั่ง จีน พม่า กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีทั้งพวกบนดิน ใต้ดิน สายลับของฝ่ายนั่นฝ่ายนี้อยู่เต็มไปหมด ภาพสีเทาที่ปกคลุมอยู่เต็มเมืองเป็นปัจจัยเอื้อต่อการทุจริตคอรัปชั่นยิ่ง
ผลประโยชน์ของชิตูเริ่มต้นและเติบโตได้เนื่องจากรัฐบาลทหารพม่าให้การสนับสนุน เพราะต้องการให้ BGF เป็นแนวร่วมฝ่ายตรงกันข้าม KNU ซึ่งชิตูทำได้และเป็นเด็กดีของรัฐบาลทหารพม่ามาตลอด เขาเป็นคนวงใน KNU มาก่อน เขาจึงสามารถใช้ผลประโยชน์แผ่อิทธิพลเข้าไปถึงผู้นำระดับสูงของ KNU ขณะเดียวกันการเกื้อกูลและผสมกลมกลืนระหว่าง BGF และ KNU ได้เกิดขึ้นในพื้นที่กองพล 7 มาอย่างต่อเนื่อง
ชิตูเพิ่งประกาศถอนตัวจากการเป็นแนวร่วมของ SAC (สภาบริหารแห่งรัฐพม่า) เมื่อต้นปี 2567 ที่ผ่านมา ท่ามกลางการถอยร่นของกองทัพพม่าในทุกพื้นที่
การที่ชิตูและ BGF ได้รับการแบ่งปันรายได้จากขบวนการมาเฟียที่ทำธุรกิจในแหล่งอาชญากรรม ทั้งการค้ามนุษย์ ต้มตุ๋นออนไลน์ ผลิตยาเสพติด ฯลฯ ทำให้ KNU ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในสภาวะการสู้รบที่เข้าสู่โหมดแหลมคม การจะลุยทลายขบวนการมาเฟียและแตกหักกับชิดตูให้เหมือนกรณีที่กองกำลัง 3 พันธมิตรรัฐฉานเหนือจับมือกันทลายมาเฟียจีนเทาเมืองเล่าก์ก่าย ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก
ที่สำคัญคือไม่รู้ว่ารัฐบาลไทยมีความตั้งใจจริงเหมือนทางการจีนที่ต้องการปราบปรามอาชญากรเหล่านี้หรือไม่
ขณะเดียวกันการที่ KNU ประกาศ “ไม่เอา”ด้วยกับธุรกิจมืดในชเวโก๊กโก่และ KK Park แต่ลูกชายของผู้นำทางการทหารของ KNU บางคน และทหารบางปีกกลับเข้าไปพัวพันในธุรกิจในมุมมืด จึงเป็นเรื่องที่น้ำท่วมปากพอสมควร
ในส่วนของทางการไทย ใช่ว่ามีแต่ระดับพื้นที่เท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์จากชิตู แม้แต่รัฐบาลไทยก็ต้องพึ่งบริการของเขา โดยในการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่กระทรวงการต่างประเทศไทยตีปี๊บไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมาได้มีการประสานผ่าน BGF และในวันจัดงานคนใกล้ชิดของชิตูก็มาร่วมงานด้วย
คำถามที่น่าสนใจคือรัฐบาลไทยมอง “ชิตู”อย่างไร เพราะนั่นหมายถึงบทบาทของกองทัพบกจะไปทางไหนซึ่งมีผลเป็นอย่างมากในพื้นที่ชายแดนแห่งนี้






