ตำรวจลาดตระเวนชายฝั่งของรัฐบาลทหารพม่าพยายามล่องเรือข้ามแม่น้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน บังกลาเทศเพื่อหนีภัยการสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล แต่ถูกทางการบังกลาเทศสกัดและส่งกลับทันทีตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2024 ขณะที่ กต.บังกลาเทศ เรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่ากำหนดกรอบเวลาที่จะเริ่มรับตัวผู้ลี้ภัยโรฮิงญากลับประเทศตามสัญญาที่เคยให้ไว้
สำนักข่าว Myanmar Now และ Radio Free Asia รายงานว่าสถานการณ์ปะทะสู้รบในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา ระหว่างกองทัพพม่าและกองทัพอาระกัน (AA) ซึ่งเป็นแนวร่วมฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ส่งผลกระทบต่อประชาชนและการดำเนินธุรกิจในพื้นที่อย่างหนัก หลังกองทัพ AA ปฏิบัติการโจมตีเพื่อชิงพื้นที่ในรัฐยะไข่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 จนกระทั่งยึดเมืองสำคัญอย่างเมืองบูตีต่องได้ในเดือนพฤษภาคม 2024 และการต่อสู้ปะทะยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ทำให้มีผู้หนีภัยข้ามฝั่งไปยังบังกลาเทศเป็นจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มชาวโรฮิงญาที่หนีภัยการกวาดล้างของกองทัพพม่าตั้งแต่ปี 2017 ก็ยังพำนักอยู่ที่ศูนย์พักพิงในเมืองค็อกซ์บาซาร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศ
เจ้าหน้าที่บังกลาเทศเปิดเผยว่าช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทหารพม่า หนีภัยการสู้รบไปยังฝั่งบังกลาเทศประมาณ 850 คน มีทั้งผู้ที่เดินทางข้ามพรมแดนด้วยเครื่องบินและเรือ จากนั้นก็จะพำนักอยู่ในฝั่งบังกลาเทศหลายวันหรือหลายสัปดาห์ หลังจากที่ทางการบังกลาเทศสอบปากคำและบันทึกหลักฐานเรียบร้อยแล้วจึงดำเนินการส่งตัวกลับ โดยปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทหารพม่าถูกส่งตัวกลับแล้ว 752 ราย และยังมีผู้ที่รอการส่งตัวกลับอีกเกือบ 100 ราย
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2024 ทางการบังกลาเทศได้สกัดเรือตำรวจตระเวนชายฝั่งของรัฐบาลพม่าขณะพยายามข้ามแม่น้ำนาฟไปยังเมืองเทคนาฟของบังกลาเทศ ทั้งยังผลักดันเจ้าหน้าที่พม่ารวม 66 นายกลับไปยังรัฐยะไข่ทันที ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่สภาบริหารส่วนท้องถิ่นในเมืองเทคนาฟ สะท้อนว่าบังกลาเทศอาจต้องการเปลี่ยนแปลงมาตรการรับตัวผู้ลี้ภัยจากพม่าเสียใหม่
ก่อนหน้านี้มีรายงานจากสำนักข่าว Anadolu (AA) ระบุว่า ฮาซาน มาห์มูด รมว.กระทรวงการต่างประเทศของบังกลาเทศ ได้พบกับ ตาน ส่วย รมว.ต่างประเทศของเมียนมา นอกรอบการประชุมความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ หรือ BIMSTEC ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศอินเดีย ในวันที่ 12 กรกฎาคม และ รมว.มาห์มูด ได้เรียกร้องให้ทางการเมียนมาดำเนินการตามสัญญาที่เคยให้ไว้เรื่องการรับตัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากลับประเทศ โดยเริ่มจากการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะเริ่มต้นกระบวนการนี้ได้อย่างเป็นทางการเมื่อไร ซึ่ง รมว.ต่างประเทศเมียนมายืนยันว่าจะรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด
สถิติชาวโรฮิงญาที่หนีภัยการกวาดล้างและปราบปรามของกองทัพพม่า รวมกับผู้ลี้ภัยการสู้รบในรัฐยะไข่ ตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนประมาณ 1.2 ล้านคน ทำให้ค่ายพักพิงผู้ลี้ภัยเมืองค็อกซ์บาซาร์มีสภาพแออัด สาธารณูปโภคและเสบียงต่างๆ ไม่เพียงพอ แม้ในปี 2020 ทางการบังกลาเทศจะย้ายผู้ลี้ภัยราว 35,000 คนไปยังเกาะบาซันชาร์ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาแออัดและผู้คนล้นเกินค่ายที่ค็อกซ์บาซาร์ได้ ทำให้มีปัญหาโรคระบาดและสภาพความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานตามมา
ขณะเดียวกัน ทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสถานการณ์ในเมียนมา แถลงต่อที่ประชุมด้านสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเตือนว่าสถานการณ์ในรัฐยะไข่อาจยกระดับความรุนแรงจนถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ในไม่ช้า
แอนดรูว์ระบุว่าประชาชนในรัฐยะไข่ติดอยู่ในสมรภูมิสู้รบ ไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้ ทั้งยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายซึ่งกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะกลุ่มชาวโรฮิงญาซึ่งตกเป็นเป้าของการกวาดล้างและปราบปรามของกองทัพพม่ามาตลอด เพราะในปี 2024 รัฐบาลทหารพม่าได้บังคับให้ประชาชนในรัฐยะไข่เข้าร่วมเกณฑ์ทหารและต่อสู้กับกลุ่มต่อต้าน ทำให้ชาวโรฮิงญาถูกบีบให้เข้าร่วมกับกองทัพพม่าตกเป็นเป้าโจมตีของกองทัพอาระกันอีกต่อหนึ่ง
องค์กรตัวแทนผู้อพยพชาวโรฮิงญาในต่างแดนบางส่วนเคยออกแถลงการณ์ว่าในระหว่างที่กลุ่มต่อต้านสู้กับกองทัพพม่า กองทัพอาระกันก็บีบให้ชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ออกจากภูมิลำเนาของตัวเอง หลังจากนั้นกองทัพอาระกันยังบุกเข้าปล้นและเผาทำลายบ้านเรือนของชาวโรฮิงญาจนวายวอด ซึ่งกองทัพอาระกันปฏิเสธว่าข้อมูลทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสี
อ้างอิง:
Anadolu Agency, Genocide Watch, Myanmar Now, Radio Free Asia





