เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2567 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย โดยในช่วงเช้าได้สำรวจชุมชนท่าเทียบเรือ และชุมชนหลวงพ่อสุริยมุนี ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟอยุธยา ซึ่งเป็นชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงแห่งใหม่ โดยมีนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.อยุธยา พรรคประชาชนให้ข้อมูล
นายทวิวงศ์ กล่าวว่า การก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงบ้านโพ-พระแก้วอยู่ในเขตพระนครศรีอยุธยา ยังติดปัญหาเรื่องสถานีอยุธยา ที่อาจมีผลกระทบกับมรดกโลกและชุมชนโดยรอบ ล่าสุดคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ได้ส่งรายงานผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรม หรือ HIA ของแหล่งมรดกโลกเชื่อมโยงกับสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา ในโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง เฟสที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ไปยังองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เพื่อขอความคิดเห็นแล้ว คาดว่าจะตอบกลับมาวันที่ 19 ก.ย.นี้
นายทวิวงศ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และกรมศิลปากร มีความคิดเห็นต่อ HIA ฉบับนี้ว่า ยังขาดผลการศึกษาในหลายด้านตามข้อกำหนดของยูเนสโก้ คือ 1.ไม่มีการประเมินผลกระทบพื้นที่เมืองและพื้นที่โดยรอบเมือง มีเพียงการประเมินผลกระทบตัวสถานีและระบบรางเท่านั้น 2.ไม่มีผลการศึกษาทางเลือกในการลดผลกระทบต่อมรดกโลกในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งมีการตั้งข้อสังเกตว่าโครงการไม่มีความจริงจังในการรักษาไว้ซึ่งคุณค่าโดดเด่นระดับสากล ทำให้มีความเสี่ยงอาจถูกถอดถอนจากการเป็นมรดกโลกได้
“แนวรางรถไฟสูง 17 เมตร อาคารสถานีสูง 25 เมตร เรียงรายเป็นแนวเส้นตรง ลากผ่านโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง จะกลายเป็นจุดเด่นใหม่ลดทอนคุณค่าของโบราณสถานเดิม มีเสียงดังและความสั่นสะเทือนอาจกระทบกับโครงสร้างของโบราณสถานให้ผุพังเร็วกว่ากำหนด เป็นผลกระทบต่อเมืองมรดกโลก” นายทวิวงศ์ กล่าว
นายทวิวงศ์ เชื่อว่าแนวทางการพัฒนารถไฟความเร็วสูงกับการอนุรักษ์เมืองมรดกโลก สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ เพราะทุกคนอยากให้มีความเจริญเกิดขึ้น แต่ควรมีทางเลือกที่ไม่ให้เกิดผลกระทบ เช่น การออกแบบแนวทางรถไฟอ้อมพื้นที่มรดกโลก และการออกแบบอาคารที่กลมกลืนหรืออาคารบางส่วนอยู่ใต้ดิน หรือย้ายพื้นที่ก่อสร้างสถานีและแนวทางรถไฟออกจากใจกลางเมือง โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบผังเมืองใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เพื่อรองรับการพัฒนาเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะที่ชาวบ้าน(ขอสงวนชื่อ-นามสกุล) ชุมชนท่าเทียบเรือ ที่อยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟอยุธยา ริมแม่น้ำป่าสัก กล่าวว่า บ้านของตนอยู่ในที่ดินเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) หากมีการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูง ชาวบ้าน 50-60 หลังคาเรือนจะต้องย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่มีที่ไป ซึ่งการย้ายออกไปหาที่อยู่แห่งใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกคนอยู่มานาน มีวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนที่ผูกพันกับพื้นที่ จึงไม่มีใครอยากย้ายออกไป
“เราไม่ใช่คนหัวเก่า ความเจริญก็อยากได้แต่ควรพัฒนาอย่างเหมาะสม รถไฟความเร็วสูงเข้ามาในเมืองเก่าชาวบ้านได้ประโยชน์หรือไม่ ควรย้านพื้นที่สร้างสถานีออกไปเพื่อให้เกิดเมืองแห่งใหม่ เกิดเศรษฐกิจใหม่ และพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมเข้าสู่เมืองเก่าให้สะดวก ชาวบ้านจะได้ประโยชน์มากกว่า” ชาวบ้านชุมชนท่าเทียบเรือ กล่าว
นายศิลปชัย บุญเรือง อายุ 61 ปี ชาวบ้านชุมชนหลวงพ่อสุริยมุนี กล่าวว่า ตนเกิดที่นี่ พ่อแม่เล่าว่าชุมชนแห่งนี้เกิดขึ้นมาพร้อมกับสถานีรถไฟอยุธยา แรกเริ่มเป็นป่ารกร้าง ชาวบ้านใกล้เคียงเข้ามาตั้งบ้านเรือนจนเกิดเป็นชุมชน ต่อมาคนอีสานที่เข้ามารับจ้างทำนาที่อยุธยา จะเข้ามาตั้งแคมป์พักอยู่บริเวณโดยรอบ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ถูกกันเขตว่าเป็นที่ดินรถไฟ
นายศิลปชัย กล่าวต่อว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำงานรับจ้าง และหาบของขึ้นไปขายบนรถไฟ นอกจากนี้ยังเป็นชุมชนลิเกที่มีชื่อเสียงในอดีต เช่น บุญชอบ สิทธิสาร มานพ พรหมประทาน และหอมละไม ลูกป่าโมก ที่เป็นลิเกยุคบุกเบิกชื่อดัง รวมทั้ง ไชยา มิตรชัย และศรราม น้ำเพชร ลิเกชื่อดังในปัจจุบันก็เกิดและเติบโตจากชุมชนแห่งนี้
ในช่วงบ่ายคณะสื่อมวลชนเดินทางไปที่สำนักงานเทศบาลอโยธยา เพื่อรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายวุฒิชัย ด่านชัยวิจิตร นายกเทศมนตรีเมืองอโยธยา กล่าวว่า ตนมองว่าอยุธยาจะได้ประโยชน์มากกว่าเสียจากโครงการรถไฟความเร็วสูง โครงสร้างของสถานีและแนวทางรถไฟที่มีความสูงจะทำให้สามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของโบราณสถานทุ่งนาสวยงามกว้างไกล และแนวโครงการก็สร้างอยู่ในที่ดินของ รฟท.ย่อมสามารถทำได้ อีกทั้งไม่ควรกังวลหากจะถูกถอดถอนจากการเป็นมรดกโลก เนื่องจากยูเนสโกไม่ได้ให้เงินประเทศไทยในการดูแลโบราณสถาน
นายวุฒิชัย กล่าวอีกว่า สำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในที่ดินการรถไฟและจะได้รับผลกระทบถูกย้ายออกจากพื้นที่ ทางเทศบาลได้ไปเจรจากับวัดประดู่ทรงธรรม เพื่อขอให้ชาวบ้านเช่าที่ดินวัด จากราคา 1000 บาท/ตร.ว. ลดเหลือ 500 บาท/ตร.ว. เป็นที่ดินรวม 2 ไร่ เพื่อรองรับชาวบ้านจากชุมชนหลวงพ่อสุริยมุนีประมาณ 37 หลังคาเรือน โดยได้รับความช่วยเหลือจากโครงการบ้านมั่นคง
ขณะที่นายธนกฤต กิตติธรรมกูล สมาคมการท่องเที่ยวอยุธยา กล่าวว่า ตนอยากเห็นการพัฒนาเมืองมรดกโลกควบคู่กับการมีรถไฟความเร็วสูง แต่หากมีการสร้างสถานีในเขตเมืองชั้นในสิ่งที่ตามมาคือ ปัญหารถติดเพราะต้องใช้เวลาก่อสร้างหลายปี และเกิดมลภาวะ ปัญหาเหล่านี้ รฟท.ไม่เคยมีคำตอบให้ชาวบ้าน ส่วนถ้าย้ายการก่อสร้างออกไปจากเมืองชั้นใน ก็ยังไม่มีแผนเชื่อมต่อการคมนาคมของระบบรถสาธารณะ อีกครั้งนักท่องเที่ยว 10 ล้านคนต่อปีมีเพียง 10% ที่เดินทางมาท่องเที่ยวด้วยรถไฟ
“ถ้าย้ายสถานีไปที่ใหม่ จะสามารถขยายเมืองเพื่อรองรับการพัฒนา แต่การสร้างจุดเดิมก็สร้างอาคารสูงไม่ได้เพราะบดบังทัศนียภาพของโบราณสถาน ความเจริญไม่มีที่ไหนไม่มีผลกระทบ แต่ควรตอบโจทย์คนในพื้นที่และมีการลดผลกระทบ ตอนนี้อยุธยายังไม่มีสถานีบขส. ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะพร้อมรองรับ ถ้าหากมองว่ารถไฟความเร็วสูงเกิดประโยชน์แก่คนอยุธยาจริงก็ควรมีการทบทวน” นายธนกฤต กล่าว
นายธนกฤต กล่าวอีกว่า เนื่องจากรถไฟความเร็วสูงของไทยจะเชื่อมโยงเส้นทางจาก จีน ลาว และไทย จึงมีความกังวลว่า ทุนต่างชาติโดยเฉพาะทุนจีนจะเข้ามาครอบครองอสังหาริมทรัพย์ และทำธุรกิจการท่องเที่ยวแข่งกับผู้ประกอบการท้องถิ่น อีกทั้งมีแนวโน้มที่รัฐบาลไทยจะผลักดันกฏหมายให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบกับอยุธยาอย่างแน่นอน เพราะทุกวันนี้ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ทุนจีนได้เข้ามาซื้อโรงงาน แต่กำไรส่งกลับจีน คนอยุธยาแทบไม่ได้ประโยชน์




