Search

จี้ ตม.สอบ 7 ชาวฟิลิปปินส์แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลบเข้าชายแดนไทยด้าน อ.แม่สอด เผยยอดเหยื่อในแหล่งอาชญากรรมริมน้ำเมยขอความช่วยเหลือพุ่ง 300 รายจาก 13 ชาติ -กสทช.ทลายเสา-สายเคเบิลเถื่อนครั้งใหญ่ลอบแพร่สัญญาณคลุมพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งเมียวดี-ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-พม่าแห่งที่ 1

เมื่อวัน ที่ 2 ธันวาคม 2567 เครือข่ายภาคประชาสังคมช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ได้ทำหนังสือถึง พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยระบุว่า ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีชาวฟิลิปปินส์ 7 คน (มีรายละเอียดชื่อและหนังสือเดินทาง) ซึ่งทำงานเป็นสแกมเมอร์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองเมียงดี ประเทศพม่า ได้รับการปล่อยตัวจากบริษัทพร้อมเงินจำนวนหนึ่งเพื่อเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเนื่องจากวีซ่าหมดอายุตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 ดังนั้นจึงต้องหาทางหลบหนีออกจาก อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งขณะนี้ทั้ง 7 คนพักอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.แม่สอด ระหว่างวันที่ 25-30 พฤศจิกายน แต่เมื่อประสานไปในพื้นที่กลับไม่พบ โดยคาดว่าได้ออกเดินทางออกจากแม่สอดแล้ว

“ประเด็นค้ามนุษย์และการเดินทางเข้าออกของผู้ที่มีส่วนร่วมในขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดน อ.แม่สอด เป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ล่าสุดมีผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กว่า 300 คน ใน 13 ประเทศ ที่ร้องขอความช่วยเหลือมาทางเครือข่ายฯ และเราได้ประสานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องเนื่องจากขบวนการเหล่านี้ได้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศพม่า ทางเครือข่ายจึงขอให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลของชาวฟิลิปปินส์ทั้ง 7 คน เพื่อนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง”หนังสือระบุ

วันเดียวกัน พล.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ด้านกฎหมาย แถลงผลการจับกุมผู้ลักลอบลากสายนำสัญญาณเถื่อนข้ามแดน และลักลอบตั้งฐานกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้านชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ว่า ต่อเนื่องจากการจับกุมในหลายพื้นที่ตลอดแนวชายแดน ตั้งแต่ จ.มุกดาหาร และหนองคาย การจับกุมครั้งนี้เป็นจุดใหม่ พบท่อเคเบิลขนาดใหญ่ จำนวน 16 เส้น นับเป็นการจับกุมกุมสายเคเบิลเถื่อนขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา จากการตรวจสอบด้วยเครื่องมือพิเศษของ กสทช. พบว่าเครือข่ายดังกล่าวลอบกระจายสัญญาณไปยังพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ฝั่งตรงข้าม ครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร ป้อนสัญญาณให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์มากระจุกตัวในพื้นที่ดังกล่าว

พล.ต.อ.ณัฐธร กล่าวว่า สืบเนื่องจากการจับกุมขบวนการลักลอบตั้งเสาลากสายสัญญาณพาข้ามพรหมแดนไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนหลายจุด และ ได้เร่งรัดตรวจสอบการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวเรื่อยมา จนกระทั่งสืบทราบว่า มีขบวนการลักลอบตั้งฐาน รับ-ส่งสัญญาณแบบจุดต่อจุด เพื่อส่งสัญญาณเน็ตข้ามประเทศ หลายจุดตลอดแนวชายแดนไทย-เนียนมาร์ และพบการลักลอบลากสายสัญญาณความเร็วสูงขนาดใหญ่ ข้ามสะพานมิตรภาพไทย -เมียนมาร์ แห่งที่ 1 (อ.แม่สอด) จำนวน 16 เส้น ในจำนวนนี้เป็นสายไฟเบอร์ออฟติค ขนาด 216 คอร์ จำนวน 2 เส้น ขนาด 96 คอร์ จำนวน 2 เส้น และที่เหลือเป็นขนาด 24 คอร์ จากการตรวจสอบด้วยเครื่องมือพิเศษ (OTDR) พบว่าเครือข่ายนี้มีการลากสายลึกเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านไกลหลายกิโลเมตร และจากขนาดสายทำให้สามารถกกระจายสัญญาณครอบคลุมเมืองเศรษฐกิจ 4 แห่ง มีพื้นที่นับร้อยตารางกิโลเมตร ป้อนสัญญาณให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ย้ายฐานมายังพื้นที่
ดังกล่าวจำนวนมาก เชื่อได้ว่าการตัดสัญญาณของเครือข่ายในครั้งนี้ จะทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ไม่สามารถเข้าถึงสัญญาณเน็ตได้

“พฤติการณ์ของเครือข่ายนี้ถือเป็นการกระทำอย่างอุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย เป็นความผิดฐานประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิด ตาม ม.67 (3) แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ซึ่งต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พล.ต.อ.ณัฐธร กล่าว

สำหรับการตรวจสอบการลักลอบลากสายสัญญาณครั้งนี้มี 4 จุดประกอบด้วยจุดที่ 1 บ้านเลขที่ 540/6 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ผลการตรวจค้น ตรวจยึดเสาส่งสัญญาณ สายเคเบิลและเราน์เตอร์อินเตอร์เน็ต

จุดที่ 2 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด ผลการตรวจค้น ตรวจยึดอุปกรณ์ จานส่งสัญญาณ จำนวน 1 ชุด จุดที่ 3 บริเวณใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ กสทช.ทำการตัดสายส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ไม่ได้รับอนุญาต จุดที่ 4 ข้างสะพานใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 บริเวณหน้าร้านกระเพาะปลาริมเมย ม.2 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก