สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เผยแพร่รายงานสถานการณ์ด้านการเพาะปลูกและปริมาณผลผลิตฝิ่นในเมียนมา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2024 ระบุว่าเมียนมายังเป็นประเทศผู้เพาะปลูกฝิ่นรายใหญ่ของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021 เป็นต้นมา และพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำที่เชื่อมต่อระหว่างเมียนมา-ไทย-ลาว ยังคงเป็นแหล่งผลิตและแพร่กระจายยาเสพติดขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของโลก
รายงานของ UNODC ประจำปีนี้ (Myanmar Opium Survey 2024: Cultivation, Production and Implications) ประเมินว่าพื้นที่เพาะปลูกฝิ่นทั่วประเทศเมียนมาคิดเป็นตัวเลขประมาณ 45,200 เฮกตาร์ ซึ่งลดลงจาก 47,100 เฮกตาร์ในผลสำรวจที่เผยแพร่เมื่อปี 2023 ทำให้ผลผลิตโดยรวมลดลง 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างนั้นฝิ่นที่เมียนมาผลิตได้ต่อปีก็ยังนับว่ามากเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่ดี
เนื้อหาในรายงานระบุสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้การเพาะปลูกฝิ่นทั่วเมียนมาโดยรวมลดลง ได้แก่ การโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานด้านการเกษตรไปยังต่างพื้นที่หรือต่างประเทศ เพราะแรงงานเหล่านี้ต้องการจะหลีกเลี่ยงภัยสงครามและความขัดแย้ง รวมถึงการบังคับเกณฑ์ทหารจากรัฐบาลทหารและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ อีกทั้งการต่อสู้ปะทะกันระหว่างกองทัพและกองกำลังติดอาวุธที่เกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลตัวเมืองยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้แรงงานด้านการเกษตรไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ปลูกฝิ่นได้โดยง่าย
มาซูด คาริมิปูร์ ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สรุปว่าการเพาะปลูกฝิ่นในเมียนมาอาจจะลดลงเล็กน้อย แต่เนื่องจากอัฟกานิสถานซึ่งเป็นแหล่งปลูกฝิ่นขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลกถูกรัฐบาลตอลิบันที่ยึดครองประเทศสำเร็จตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2021 ออกกฎคุมเข้มเรื่องการปลูกฝิ่น ทำให้ผลผลิตฝิ่นจากอัฟกานิสถานขาดแคลนอย่างหนัก และเมียนมากลายเป็นแหล่งปลูกฝิ่นรายใหญ่ของโลกแทน
นอกจากนี้ แม้ว่าการเพาะปลูกฝิ่นทั่วเมียนมาจะลดลงในภาพรวม แต่บางพื้นที่กลับพบการปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้น เช่น ในพื้นที่ทางตะวันออกของรัฐฉาน ซึ่งมีพรมแดนติดกับไทยและลาว มีผลผลิตฝิ่นเพิ่มขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และพื้นที่ในรัฐคะเรนนี (รัฐกะยา) ซึ่งโดยปกติแล้วเพาะปลูกฝิ่นน้อยกว่าบริเวณอื่น ก็ยังมีผลผลิตฝิ่นเพิ่มขึ้นถึง 8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรัฐชินที่มีพรมแดนติดอินเดียและเป็นแหล่งขึ้นชื่อด้านการสกัดฝิ่น มีการปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ 18 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ดี ช่วงปีที่ผ่านมาราคาฝิ่นดิบต่อกิโลกรัมอยู่ที่ประมาณ 304 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 10,340 บาท) หรือลดลงจากค่าเฉลี่ยในปีก่อนหน้าราว 8 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการเพาะปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเมียนมาจนเกิดภาวะล้นตลาด
สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอีกประเด็นคือการผลิตยาเสพติดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ซ่องสุมของขบวนการอาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและการพนันออนไลน์ในเมียนมาอยู่ใกล้กับสามเหลี่ยมทองคำ หากแต่ละรัฐที่เกี่ยวข้องไม่เฝ้าระวังหรือปราบปรามอย่างเข้มงวดก็จะส่งผลกระทบในวงกว้าง เพราะยาเสพติดที่เป็นอันตรายจะแพร่กระจายอย่างควบคุมได้ยาก และที่ผ่านมาฝิ่นในเมียนมาก็ถูกแพร่กระจายผ่านสามเหลี่ยมทองคำไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั่วโลกมาตลอด
ทางด้าน ยัตตา ดาโกวาห์ ผู้จัดการ UNODC ประจำเมียนมา ระบุว่าผลผลิตฝิ่นในเมียนมามักจะถูกแปรรูปเป็นยาเสพติดอย่างเฮโรอีน เช่นเดียวกับยาเสพติดจากสารสังเคราะห์ต่างๆ ก็ถูกเพิ่มปริมาณการผลิตในพื้นที่ไม่สงบทั่วประเทศเมียนมา แต่เกษตรกรผู้ปลูกฝิ่นยังยากจนเหมือนเดิม ปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยลดการปลูกฝิ่นลงได้คือการส่งเสริมให้เกษตรกรมีทางเลือกที่ดีกว่าการปลูกฝิ่น เพื่อที่พวกเขาจะได้พึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องปลูกพืชที่เป็นสารตั้งต้นของยาเสพติด
อ้างอิง:
https://www.unodc.org/roseap/en/2024/12/myanmar-opium-survey-report-launch/story.html


