Search

เวทีรับฟังเขื่อนสานะคาม หลายฝ่ายชี้ไทยกระทบหนักข้ามพรมแดน แนะศึกษาให้รอบด้าน-หยุดซื้อไฟฟ้าจากลาว

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่โรงแรมเดอะวัน จ.บึงกาฬ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะสำนักเลขาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC) จัดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสานะคาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว ระว่างวันที่ 13-14 ก.พ. ซึ่งเป็นการจัดเวทีครั้งที่ 4 หรือ เวทีสุดท้ายของโครงการ โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธาน และมีหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง ตัวแทน สปป.ลาว ในฐานะเจ้าของโครงการ และตัวแทนภาคประชาชน เข้าร่วมงาน

ช่วงเช้าเป็นการนำเสนอภาพรวมของกระบวนการ PNPCA และความก้าวหน้าของโครงการเขื่อนสานะคาม โดยมีการให้ข้อมูลผลกระทบด้านต่าง ๆ ในด้านอุทกวิทยา/ชลศาสตร์ ตะกอน และความปลอดภัยของเขื่อน ด้านสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและการประมง และด้านเศรษฐกิจ-สังคม

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. กล่าวเปิดงานว่า โครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงเป็นความร่วมมือของ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง ที่มีการดำเนินการพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการหารือล่วงหน้า (PNPCA) สำหรับเขื่อนสานะคามนั้น ประเทศผู้พัฒนาโครงการต้องศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และมีการให้ข้อมูลอย่างเพียงพอในทุกมิติ เพื่อรับฟังความเห็นจากประชาชนให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นโครงการที่ห่างจากพรมแดน อ.เชียงคาน จ.เลย เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น โดยมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว 3 ครั้ง และหลังจากเวทีครั้งที่ 4 นี้ จะมีการสรุปข้อคิดเห็นเพื่อบรรจุในหนังสืิอตอบกลับ (Reply Form) เพื่อพิจารณาจัดทำแถลงการณ์ร่วมที่เป็นไปตามกระบวนการมีส่วนร่วมของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ต่อไป

นายพรประเสิด พูริพัน เลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติลาว กล่าวว่า โครงการเขื่อนสานะคามเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในดินแดนของ สปป.ลาว แม้ลาวจะให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการเขื่อนในประเทศ แต่ก็ยังให้ความสนใจต่อผลกระทบของประชาชนที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำโขง จึงได้มาฟังความคิดเห็นของพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาโครงการ และเพื่อหาวิธีการลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

หลังจากนั้นในช่วงบ่ายมีการเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ

นานอนันต์ ทวีสุข ภาคประชาชน จ.มุกดาหาร กล่าวว่า นับตั้งแต่มีโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีใน สปป.ลาว ทำให้ชาวบ้านมีการเฝ้าระวังผลกระทบมาโดยตลอด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเขื่อนไซยะบุรีได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชนริมโขง โดยเฉพาะพันธ์ปลาที่ลดลงจากมากกว่า 200 ชนิด เหลือเพียง 50 ชนิด ผลกระทบต่อระบบนิเวศ วิธีประมง ดังนั้นหากมีการสร้างเขื่อนสานะคามย่อมมีผลกระทบหนักยิ่งขึ้น จึงอยากให้มีการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของแม่นำ้โขง จึงขอเสนอให้มีการตั้งกองทุนฟื้นฟูใน 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง

นายทศพร อนุสรชัยสิริ ชาวบ้านจาก จ.เลย กล่าวว่า การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีประมงหรือการหาปลา ซึ่งพรานปลาถือเป็นอาชีพสำคัญของชาวบ้านที่อยู่ริมน้ำ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำโขงอย่างเฉียบพลันจะทำให้ปลาสูญพันธ์ุ เพราะเมื่อน้ำลดไข่ปลาจะตกค้างและแห้งไปไม่สามารถฟักออกมาเป็นลูกปลาได้ และน้ำท่วมบุ่งที่เป็นแอ่งน้ำที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ ซึ่งตนได้พบด้วยตัวเอง ล้วนเป็นสาเหตุของการลดลงของพันธุ์ปลาแม่น้ำโขง ส่วนแปลงเกษตรริมโขงและการเพาะปลูกบนสันดอนทรายจะได้รับความเสียหาย รวมถึงการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังด้วย

นายกฤษกร ชาวบ้าน จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า เวลาเขื่อนจะปั่นไฟฟ้า จะมีการปล่อยกระแสน้ำแรง จะส่งผลกระทบให้ตลิ่งเชียงคานพังทลายอย่างแน่นอน ส่วนในรายงานที่มีข้อมูลผลกระทบต่อวิถีการทำประมง แต่กลับเสนอทางแก้ปัญหาให้ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ลดการพึ่งพาแม่น้ำโขง ยืนยันว่าตนไม่เห็นด้วย

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า ในรายงานศึกษาผลกระทบมีการศึกษาเพียงผลกระทบด้านการก่อสร้าง แต่ข้อมูลบางประเด็นโดยเฉพาะการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน และเป็นการศึกษาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เช่น จุดก่อสร้างใกล้พรมแดนไทยเพียง 2 กิโลเมตร ควรมีการศึกษาผลกระทบเหนือเขื่อนและใต้เขื่อนระยะ 15-20 กิโลเมตร เนื่องจากกระแสน้อที่ปล่อยออกมาจะกัดเสาะปากน้ำเหือง และปากแม่น้ำเลย ซึ่งอาจต้องทำเขื่อนป้องกันตลิ่งพังมากกว่า 5 กิโลเมตร

นายหาญณรงค์ กล่าวต่อว่า มีความคุ้มค่าหรือไม่ที่ไทยต้องซื้อกระสไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนสานะคามเพิ่มอีก 648 เมกกะวัตต์ ทั้งที่มีปริมาณไฟฟ้าสำรอง 50,000 เมกกะวัตต์ ใช้ไฟฟ้าจริงเพียง 35,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่คนไทยต้องรับภาระ นอกจากนี้ตะกอนดินทรายที่ถูกระบายจากเขื่อนจะทำให้น้ำโขงขุ่นนานเป็นสัปดาห์ จะมีผลต่อคุณภาพน้ำที่ใช้ผลิตน้ำปะปา และการเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการแจ้งเตือนและเยียวยา

นายหาญณรงค์ กล่าวอีกว่า เส้นทางผ่านของเรือชาวบ้านจะต้องเสียงค่าบริการและลงทะเบียนล่วงหน้าอย่างไร รวมถึงบันไดปลาผ่านนั้น จะมีปลาชนิดใดผ่านได้บ้าง ซึ่งบทเรียนจากเขื่อนไซยะบุรีปลาบึกไม่ว่ายผ่าน ดังนั้นควรมีการศึกษาให้ครบถ้วนแล้วจึงมาให้ข้อมูล และหากต้องมีการชดเชย ควรเยียวยาชาวบ้านเสมือนเป็นคนในครอบครัว

นายเจตน์ เกตุจำนงค์ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า คำถามใหญ่คือคนไทยได้อะไรจากการสร้างเขื่อนสานะคาม รายงานชี้ชัดว่า มีแต่ผลกระทบด้านลบ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจมีแต่ผลเสีย ไฟฟ้าที่รับซื้อไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง เพราะไทยมีปริมาณไฟฟ้าสำรองเกินความต้องการ และยังทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในอนาคตที่จะทำให้พลังงานราคาถูกลง ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ผมเสนอว่าอำนาจของผู้ซื้อมากกว่าผู้ผลิต ไทยจึงไม่ควรซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่ม

นายอำนาจ ไตรจักร ภาคประชาชน จ.นครพนม กล่าวว่า กระแสน้ำจากเขื่อนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของล่องน้ำลึกที่เป็นเขตแดนไทย-ลาว จึงควรให้ฝ่ายความมั่นคงรับทราบข้อมูล และโครงการจะรับผิดชอบปัญหานี้อย่างไร รวมถึงผลกระทบกระแสน้ำที่ทำให้ตลิ่งพัง ผู้พัฒนาโครงการควรมีสัญญาให้ชัดเจนว่าจะมีมาตรการเยียวยาและแก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ให้รัฐบาลไทยนำเงินภาษีคนไทยมาป้องกันความเสียหายหรือแแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบ

ผู้แทนจาก สปป.ลาว กล่าวว่า ทางเดินเรือผ่านไม่มีการเก็บค่าบริการ แต่เรือขนาดกลางและขนาดใหญ่จะเป็นต้องมีการประสานงานล่วงหน้า ส่วนการศึกษาผลกระทบกระแสน้ำนั้น มีการทำแบบจำลองพบจะสร้างความเสียหายประมาณ 1 กิโลเมตรจากเขื่อน และจำมีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งอยู่แล้ว โดยการขึ้นลงของน้ำจะอยู่ประมาณระดับ 1.5 – 2 เมตร

ทั้งนี้ ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ภาคประชาชนจะมีการจัดเวทีเสนอข้อมูลและแถลงจุดยืนภาคประชาชน-ประชาสังคม “หยุดเขื่อนสานะคาม หยุดเขื่อนแม่น้ำโขง หยุดค่าไฟแพง” ที่ห้องประชุมสามวาฬ โรงแรมบีเคเพลส จ.บึงกาฬ โดยมีตัวแทนชุมชนจังหวัดริมน้ำโขง ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และนักวิชาการร่วมการเสวนา