Search

มนุษย์ริมน้ำเมยกับความเป็นมนุษย์ ของรัฐบาลไทย

ภาสกร จำลองราช

วันนี้ทางการจีนส่งเครื่องบินมารับคนของเขา 1,439 คนกลับประเทศอีกครั้ง จากเมืองเมียวดีข้ามมาขึ้นเครื่องบินที่สนามบินแม่สอด ทั้งหมด 19 เที่ยวบิน ในเวลา 3 วัน ซึ่งคนจีนกลุ่มนี้ถูกส่งตัวมาจากกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force หรือ Karen BGF)

เมื่อวานซืน BGF ได้เผยแพร่ภาพชาวต่างชาติ 7 พันคนในศูนย์รองรับ ซึ่งแต่ละคนมีท่าทางอิดโรยและอยากกลับบ้านกันเต็มที ขณะที่เมื่อวานกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army – DKBA) ได้พานักข่าวเข้าไปดูชาวต่างชาติกว่า 400 คนในแหล่งรองรับที่จัดไว้ หลังเปิดปฎิบัติการตรวจค้น แต่ละคนอยากกลับบ้านเช่นกันเพราะต้องการกดดันให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่ารับคนกลุ่มนี้โดยเร็ว เพราะกระบวนการจัดส่งดูจะติดๆขัดๆ กลายเป็นภาระที่ BGF และ DKBA ต้องเลี้ยงดูคนต่างชาติกลุ่มใหญ่นี้

จริงๆ แล้วทั้ง BGF และ DKBA พร้อมที่จะส่งตัวชาวต่างชาติให้ทางการไทยอีกจำนวนมาก แต่ทางการไทยมีท่าทีไม่เต็มใจที่จะเปิดรับช่วยเหลือชาวต่างชาติกลุ่มนี้มาตั้งแต่ต้น ส่วนทางการพม่าที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการจัดส่งนี้ได้เพราะต้องการแสดงความเป็นเจ้าของและอำนาจเหนือพื้นที่เมืองเมียวดี ซึ่งเป็นไปได้ด้วยความเอื้อเฟื้อของจีนและไทย แต่เนื่องจากในพื้นที่เมียวดีแทบไม่หลงเหลืออำนาจและข้าราชการของ SAC (The State Administration Council หรือสภาบริหารแห่งรัฐพม่า) อยู่แล้ว ทำให้รัฐบาลทหารพม่าแทบไม่มีศักยภาพใดๆ

ทุกวันนี้รัฐบาลไทยก็ยังใช้ชุดข้อมูลเดิมมาอธิบายต่อสังคม โดยพยายามชี้ให้คนอื่นเชื่อว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่ที่อยู่ในแหล่งอาชญากรรมเมืองเมียวดีเป็นพวก “สมัครใจ” หรือเต็มใจเข้าไปทำงาน จึงไม่ใช่ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องเข้าไปช่วย

การใช้ชุดความเชื่อนี้ของรัฐบาลไทยเป็นข้ออ้างที่ขาดความรับผิดชอบและเป็นชุดความเชื่อที่หน่วยงานภาครัฐทั้งทหาร ตำรวจและกระทรวงการต่างประเทศ นำมาพูดตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นข่าวแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ในแหล่งอาชญากรรมริมแม่น้ำเมยยังไม่โด่งดังนัก แต่อาการเฉไฉและไม่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่ถูกเหล่ามาเฟียจีนหลอกมาประเทศไทยและถูกนำพาไปยังแหล่งอาชญากรรมเมืองเมียวดีมีมาตั้งแต่ต้น

รัฐมนตรีบางคน บิ๊กทหารและและบิ๊กตำรวจบางคน พยายามกระซิบข่าวให้เชื่อเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งๆที่ในความเป็นจริงชาวต่างชาติ (ยกเว้นชาวจีนและไทย) จำนวนมากถูกชักชวนมาทำงานในประเทศไทยแต่ถูกหลอกลวงนำพาไปแหล่งอาชญากรรมเมืองเมียวดีแทน พวกเขาต้องถูกกักขังและทรมาน แต่รัฐบาลไทยไม่เคยเห็นใจ

มีคำสัมภาษณ์ของเหยื่อที่ได้รับการช่วยเหลือในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาอยู่ตามสื่อต่างๆเต็มไปหมด ทั้งสื่อไทยและเทศ ที่สำคัญในบันทึกการผลการสอบสวนที่ชาวต่างชาติให้ปากคำไว้ในกลไกส่งต่อระดับชาติ หรือ NRM (National Referral Mechanism) ที่หน่วยงานราชการเก็บไว้มากมาย ต่างก็พูดชัดเจนในลักษณะเดียวกัน เพียงเปิดเอกสารอ่านดูหรือนำมาสังเคราะห์ ก็จะเห็นขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์มากมาย

แต่ที่ผ่านมาแทบไม่เคยมีการนำข้อมูลนี้ไปขยายผลแต่อย่างใด

การที่คนในรัฐบาลไทยแสดงท่าทีกระดี๊กระด๊ากับผลของมาตรการ 3 ตัดเพราะเชื่อว่า “เห็นผล” ที่สำคัญได้รับคำชื่นชมและกลายเป็น “เด็กดี” ของรัฐบาลจีน จึงเป็นเรื่องที่ตลกระหว่างประเทศมากกว่า เพราะในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลไทย “ต้อง”ทำอะไรมากกว่านี้ถึงจะจัดการกับเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติเหล่านี้ได้

ท่าทีอันเนือยนิ่งของรัฐบาลไทยในการช่วยเหลือเหยื่อต่างชาติที่กำลังเสี่ยงอยู่ในขุมนรกทุกนาที สะท้อนให้เห็นความ “ไร้ใจ”ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ยิ่งเมื่อมีกรณีเรื่องการส่งอุยกูร์กลับจีนพร้อมคำอธิบายที่ไม่สมเหตุสมผล ทำให้เห็นสภาพจิตใจของผู้นำรัฐบาลไทยที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ได้ชัดเจน

วันนี้รัฐบาลจีนเริ่มเปิดปฎิบัติการรอบที่ 3 ขนคนของเขาทั้งที่เป็นเหยื่อและอาชญากรกลับประเทศ ขณะที่รัฐบาลไทยแทบไม่เคยพูดถึงคนไทยในแหล่งอาชญากรรมริมแม่น้ำเมยเลย เพราะหน่วยงานราชการต่างก็รู้ดีว่าที่ผ่านมานั้นมี “ไทยเทา” กลุ่มใหญ่ข้ามด่านแม่สอดเข้าไปทำงานต้มตุ๋นหลอกลวงคนไทยด้วยกันในเมืองเมียวดีอยู่จำนวนไม่น้อยในแต่ละวัน ขณะที่คนไทยบางส่วนก็ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์อยู่ด้วยเช่นเดียวกัน แค่เพียงรัฐบาลไทยกระซิบบอกผู้นำ BGF และ DKBA ก็จะสามารถนำตัวคนเหล่านี้ออกมาได้ไม่ยากและนำมาขยายผลได้มากมาย

แต่ท่าทีของรัฐบาลไทยไม่ได้แสดงออกให้เห็นว่าคิดจะปัดกวาดบ้านตัวเอง

ทุกวันนี้รัฐบาลไทยไม่ยอมรับการส่งตัวเหยื่อชาวต่างชาติครั้งละมากๆ โดยอ้างความไม่พร้อม แต่เชื่อว่าเหตุผลลึกๆแล้วน่าจะมากกว่านั้น เพียงแต่ตอนนี้ขอปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือไว้ก่อน

มาตรการ 3 ตัดไม่ได้ช่วยทำให้ความหนาแน่นของระบบส่วยที่เชื่อมโยงคนในระบบราชการ-นักการเมือง-เอกชนไทย กับเหล่ามาเฟียจีนให้ลดลงได้ การโยกย้ายแค่นายตำรวจ 3 โรงพักอำเภอชายแดนเป็นเพียงแค่ขี้ประติ๋ว

วันนี้ชาวต่างชาติอีกนับพันนับหมื่นคน ยังถูกกักขังอยู่ในแหล่งอาชญากรรมเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือพวกเขาถูกย้ายไปในสถานที่ที่ลึกและลับมากขึ้น

ขณะที่ประชาชนชาวไทยก็ยังคงหวาดผวากับเบอร์แปลกๆใหม่ๆในโทรศัพท์มือถือที่พร้อมจะถูกมิจฉาชีพดูดเงินออกไป

มาตรการ 3 ตัดของรัฐบาลไทย เป็นเพียงก้านไม้ขีดที่ถูกจุดให้เห็นเปลวไฟเล็กๆ แต่พร้อมที่จะดับเสมอ หากรัฐบาลไม่ทำอะไรมากไปกว่านี้