
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ดร.ชวลิต วิยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุ์ปลา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการตรวจพบสารโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว ในแม่น้ำกก ซึ่งคาดว่าเกิดจากการทำเหมืองทอง บริเวณต้นน้ำกกในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่า ว่าสารดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ หากไม่ตายทันทีหรือสูญพันธุ์ ก็จะถ่ายทอดสารพิษไปยังคนที่กินปลา สารตะกั่วยิ่งร้ายแรงและอันตรายมาก หากเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร คนที่กินปลาเข้าไปก็จะได้รับสารนี้ ดังนั้นรัฐบาลควรตรวจเร่งสอบตะกอนดินและตรวจปลาเพื่อให้คำแนะนำให้แก่ประชาชนได้ถูกต้อง
ขณะที่ ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญธรรมชาติวิทยา กล่าวว่าสารพิษเหล่านี้จะสะสมไปเรื่อยๆ ในห่วงโซ่อาหาร และไปจบที่ปลาขนาดใหญ่ซึ่งเป็นอาหารของคน หากคนกินเข้าไปก็อาจส่งผลกระทบ หากจะแนะนำรัฐบาลคือต้องเริ่มทำงานวิจัย เก็บตัวอย่างปลา ตัวอย่างน้ำ ว่าสารเหล่านี้สะสมในปลาหรือไม่ กระจายไปถึงไหน
“การปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกกในครั้งนี้ ผมเองยังนึกภาพไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร เพราะประเทศไทยไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ อาจเคยมีบ้างกรณีสารแคดเมียมที่ลำห้วยคลิตี้ จ.กาญจนบุรี หรือกรณีเหมืองทองในบางจังหวัด แต่ในครั้งนี้ที่แม่น้ำกกตั้งแต่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรายังไม่มีความรู้เพียงพอ ดังนั้นควรต้องเริ่มด้วยการเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ปลา โดยเฉพาะปลาในชั้นห่วงโซ่อาหารต่างๆ รวมทั้งศึกษาผลโดยรวมระยะยาวต่อปลา ความหลากหลายทางชีวภาพ นี่ควรเป็นงานโดยตรงของกรมประมงหรือไม่”ดร.นณณ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงค่าความขุ่นของแม่น้ำกกที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 8-9 เท่านับตั้งแต่เกิดอุทกภัยใหญ่เมื่อ 6 เดือนก่อน จะส่งผลต่อระบบนิเวศในแม่น้ำกกหรือไม่ อย่างไร ดร.นณณ์กล่าวว่า มีปัญหาแน่นอน ทั้งแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ในฤดูแล้งควรมีน้ำใส ซึ่งปลาและสิ่งมีชีวิตใช้ชีวิตตามฤดูกาล ปลาบางชนิดกินตะไคร่น้ำ ซึ่งน้ำต้องใส และมีแสงส่องถึงจึงจะมีตะไคร่น้ำเกิดขึ้น ขณะที่ปลาในลำธารใช้สายตาหาเหยื่อ เมื่อน้ำขุ่นก็มองไม่เห็น นอกจากนี้ความขุ่นข้นยังส่งผลกระทบต่อความตื้นเขินของลำน้ำ ซึ่งในลักษณะธรรมชาติแม่น้ำลำธารมีระบบนิเวศหลากหลาย มีวังน้ำลึก แต่เมื่อตะกอนมาถมทั้งหมด ทั้งก้อนหิน วังน้ำ ที่เป็นแหล่งอาศัยหลบภัย เสียหาย ส่งผลกระทบต่อปลาอย่างแน่นอน
“น้ำขุ่นแบบนี้นิเวศพังอยู่แล้ว ยิ่งมีสารพิษเพิ่มเข้ามาด้วย ยิ่งพังไปกันใหญ่ แม่น้ำกก อยู่ในสภาพเสื่อโทรม น้ำใสตามฤดูกาลก็ไม่มี เพราะมีการเปิดหน้าดิน ทำลายป่าต้นน้ำ ระบบนิเวศพัง ที่สำคัญคือเกิดการทำเหมืองในต้นน้ำที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งไทยควบคุมได้ไม่ทั้งหมด เราอาจจะไม่ใช่คุยกับพม่าแต่เป็นใครก็ไม่รู้ที่คุมพื้นที่ รัฐบาลไทยต้องเอาจริงเอาจังในการคุยกับเพื่อนบ้าน”ดร.นณณ์ กล่าว
ด้าน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) มอบหมายให้นายพงษ์ศักดิ์ เดี่ยววิไล ผู้อำนวยการ กปภ. เขต 9 เข้าหารือกับนายมีง จอ ลีน กงสุลใหญ่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในแม่น้ำกก ซึ่งมีต้นเหตุจากการทำเหมืองทองคำในพื้นที่เมืองสาด และเมืองยอน ประเทศเมียนมา
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ได้ประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในแม่น้ำกกอันเนื่องมาจากการทำเหมืองแร่ทองคำในประเทศเมียนมา อย่างไรก็ตามปัจจุบัน น้ำประปายังมีคุณภาพสะอาดและปลอดภัยสำหรับการใช้งาน เนื่องจาก กปภ. ได้เฝ้าระวังและปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำดิบ และผลิตน้ำประปาที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้านนายมีง จอ ลีน กล่าวว่า เมียนมายินดีที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเคมีปนเปื้อนดังกล่าว โดยจะประสานงานไปยังผู้ว่าการเมืองสาด เมืองยอน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป
ด้านนายมีง จอ ลีน กล่าวว่า เมียนมายินดีที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเคมีปนเปื้อนดังกล่าว โดยจะประสานงานไปยังผู้ว่าการเมืองสาด เมืองยอน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป