Search

ให้กำลังใจ “ครูปุ๊”แม่พิมพ์เด็กข้ามชาติ สส.ปารมี เผย พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับพรรคประชาชนเข้าสภาแล้ว ต้องแก้กฎหมายเพื่อให้การศึกษาลูกหลานแรงงานเพื่อนบ้านถูกต้อง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน มติ ครม. 5 ก.ค.2548 เปิดกว้างให้ทุกคนในประเทศได้เรียนหนังสือ เชื่อครูปุ๊ไม่ผิด

ความคืบหน้ากรณีที่มีการดำเนินคดีกับน.ส.กัลยา ทาสม หรือ “ผอ.ปุ๊” อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง เนื่องจากรับเด็กนักเรียนจากฝั่งประเทศพม่า 126 คนเข้าเรียน นอกจากนี้ยังมีสถานศึกษาหลายแห่งที่สอนหนังสือให้ลูกแรงงานข้ามชาติถูกกระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดและดำเนินคดี ทำให้กลายเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงของนักการศึกษาไทย เพราะขัดแย้งกับหลักการที่ให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษา

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ปารมี ไวจงเจริญ หรือ “ครูจวง” สส. ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า การที่คนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการให้การศึกษากับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ น่าจะมาจากการปลุกกระแสชาตินิยมของคนไทยบางกลุ่ม พรรคประชาชนก็โดนโจมตีหนักถูกเรียกว่าพรรคประชาชนพม่า เราต้องพยายามทำให้สังคมได้รู้เรื่องสิทธิมนุษยชน

“ช่วงเดือนกว่าๆที่ผ่านมา พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับพรรคประชาชนเข้าสภามีการแสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ ดิฉันพยายามพูดเรื่องสิทธิเรียนฟรี 15 ปี ก็โดนโจมตีเรื่องนี้หาว่าทำขึ้นมารองรับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ แรงงานพม่า ซึ่งมันคนละเรื่อง ไม่เกี่ยวกันเลย นับตั้งแต่มีการปิดศูนย์การเรียนมิตาเยะที่ จ.สุราษฎร์ธานี มาจนบัดนี้ยังถูกโจมตีมาเรื่อยๆ” ครูจวง กล่าว

ส.ส.ปารมี กล่าวถึงกรณีการปิดศูนย์การเรียนมิตาเยะ ที่ จ.สุราษฎร์ธานี กับกรณีเปิดห้องเช่าสอนหนังสือในสลัม จ.ภูเก็ต ว่า ทั้ง 2 กรณีการให้การศึกษากับลูกหลานแรงงานข้ามชาติไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินเลย เพราะเขาเก็บเงินจากพ่อแม่ผู้ปกครอง

“ที่ จ.ภูเก็ต มีบ้างที่เขาขอสนับสนุนจากเอ็นจีโอต่างชาติ การเปิดโรงเรียนในไทย เปิดเองไม่ได้ เรามีกฎหมาย แต่ทั้งที่มิตาเยะและภูเก็ตมันไม่เข้ากฎหมายอะไรเลย มันติดที่กฎหมายประเทศไทยทั้งระดับกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศที่ต้องแก้ แล้วศักยภาพของทั้ง 2 ที่เปิดโรงเรียนนานาชาติไม่ได้ เปิดเป็นโรงเรียนเอกชนก็ไม่ได้ เหลือแค่เปิดศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ซึ่งค่อนข้างมีข้อจำกัดเพราะกำหนดจำนวนนักเรียนไม่ให้เกิน 60 คน กับเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ (ศกร.) ที่มีระเบียบว่านักเรียนต้องมีจำนวนตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป ดิฉันได้คุยกับ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วว่าต้องแก้ เขาก็กำลังศึกษาอยู่ มันช้านิดนึง ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุมิตาเยะจนบัดนี้ยังแก้ไม่เสร็จ ดิฉันเห็นด้วยว่าต้องแก้กฎระเบียบให้เขาจัดการเรียนการสอนได้” ส.ส.พรรคประชาชน กล่าว

เมื่อถามว่าถึงจะจัดให้มีหลักสูตร และลูกหลานแรงงานข้ามชาติได้รับการศึกษาตามสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่กลุ่มคนที่ไม่เข้าใจก็จะโจมตีอยู่ดี ครูจวง ยอมรับว่ามีคนหลายคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน

“พรรคการเมืองอื่นก็มีคนที่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนหลายท่าน เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศธ. เราต้องส่งเสียงกันต่ออย่าเพิ่งหมดกำลังใจ การเปลี่ยน mindset คนเป็นเรื่องยาก คนที่มีความอนุรักษ์นิยม ชาตินิยมถูกปลูกฝังมานานหลายเจนเนอเรชั่น การจะให้เขาค่อยๆเปลี่ยนความคิดเป็นเรื่องยาก แต่ดิฉันเชื่อว่าทำได้ต้องใช้เวลา ต้องเผยแพร่ความรู้ด้านนี้อย่างสันติ ขณะเดียวกันเราก็ต้องเข้าถึงต้นตอปัญหาด้วยแต่ละเคสมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน อย่างที่มิตาเยะมีนักเรียนเป็นพันคน ชาวบ้านแถวนั้นก็เลยตกใจ ต้องทำความเข้าใจและต้องทำให้กฎหมายถูกต้องด้วย” ส.ส.ปารมี กล่าว

เมื่อถามว่าครูถูกดำเนินคดีจากการให้การศึกษากับลูกหลานแรงงานข้ามชาติจะแก้ไขอย่างไร ส.ส.ปารมีกล่าวว่า กฎหมายไทยไม่ยืดหยุ่นและมีกรอบเยอะมาก

“ที่สลัม จ.ภูเก็ต กฎหมายไทยเราไม่ให้ต่างชาติเข้ามาเป็นครู ไม่แน่ใจว่ารายละเอียดเป็นการเข้าเมืองผิดกฎหมายด้วยหรือไม่ เขาได้ไปขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวหรือเปล่า ต้นทางมันอยู่ที่ว่ารูปแบบการศึกษาต้องออกแบบมาเฉพาะได้แล้ว ในประเทศไทยเราปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานไม่มีคนไทยทำ เราจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน เขาเข้ามาก็ต้องพาลูกหลานมาด้วย มาแล้วก็ควรจัดการศึกษาให้เขา พ่อแม่เขามาขึ้นทะเบียนแรงงานต้องเสียค่าธรรมเนียม เหล่านั้นก็คือภาษีเข้าประเทศ ซื้อข้าวของก็เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามหลักสากลเรื่องการศึกษาเขาก็ต้องได้รับ การให้การศึกษาทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นเขาจะได้ไม่เกกมะเหรกเกเร ไม่เข้าไปใกล้ชิดปัญหาอื่นๆที่อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรม การให้การศึกษาดีที่สุดเลย เมื่อเขาโตขึ้นเขาก็จะเป็นแรงงานที่มีความรู้ เราก็จะได้แรงงานที่มีคุณภาพ” ครูจวง กล่าว

ทั้งนี้ ส.ส.ปารมี ยังกล่าวถึงกรณี น.ส.กัลยา ทาสม อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง ที่ถูก ป.ป.ช.ดำเนินคดีว่า จะมีการขับเคลื่อนในกรรมาธิการการศึกษา ส.ส. ต่อ โดยให้ ผอ.ปุ๊ ทำเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมเข้ามา

ด้าน นายสุรพงษ์ กองจันทึก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในกรรมการดำเนินการจัดการศึกษา แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่ากรณี น.ส.กัลยา ทาสม อดีต ผอ.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ถูกดำเนินคดี หลังรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎ 126 คนเข้าเรียนว่า ตนได้ร่วมจัดทำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 และเป็นผู้ที่จัดทำ คู่มือและแนวปฏิบัติ สำหรับการจัดการศึกษาแก่บุคคลไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ปี 2550 ของกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่าการที่ผู้อำนวยการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนและบันทึกข้อมูลเด็กนักเรียน เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย คือ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 ที่ให้สถานศึกษามีหน้าที่รับเด็กทุกคนเข้าเรียนในสถานศึกษา

“อีกทั้งเงินอุดหนุนการศึกษาจัดให้แก่เด็กนักเรียนทุกคน แม้เป็นเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยก็ได้รับ รวมทั้งการที่ผู้ใหญ่บ้านรับรองเด็กในพื้นที่ในการปกครองเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 10 ที่ระบุว่า ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ปกครองบรรดาราษฎรที่อยู่ในเขตหมู่บ้าน” นายสุรพงษ์ กล่าว

นานสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการฯปี 2548 เป็นกฎหมายที่รองรับมติคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2548 ที่ระบุว่า ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร ซึ่งเดิมเคยจำกัดไว้ให้เฉพาะบางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยในประเทศสามารถเข้าเรียนได้ โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่การศึกษา

“เป็นไปตามหลักการ Education for all เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าสู่สิทธิขั้นพื้นฐานคือการศึกษา แต่จากกรณีนี้มีเจ้าหน้าที่บางคนบิดเบือนมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่าเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยในประเทศไทย เป็น ต้องเป็นบุคคลที่อาศัยในประเทศไทยมาก่อน อันเป็นการจำกัดให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาในบางประเภทของเด็ก ซึ่งขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่จำกัดประเภท ดังนั้นการให้ความเห็นและตีความเองเจ้าหน้าที่บางคนจึงเป็นการปฏิบัติโดยมิชอบ ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีและขัดต่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2548” นายสุรพงษ์ กล่าว

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวอีกว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการและสถานศึกษาได้รับเด็กเหล่านี้เข้าสู่ระบบการศึกษานับแสนคน ทั้งเด็กที่อยู่ในเมืองและเด็กที่อยู่ในบริเวณชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย

“สำหรับข้อหานำพาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พบว่าผอ.ปุ๊ ไม่ได้ออกไปต่างประเทศและนำพาเด็กเหล่านี้เข้ามา แต่ไปรับเด็กเหล่านี้ในเขตดินแดนประเทศไทย จึงไม่ใช่ผู้นำพาเข้ามาจากต่างประเทศ และการนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างถูกต้องและเปิดเผย ไม่ใช่การปกปิดซ่อนเร้นเด็กเหล่านี้ให้พ้นการการจับกุม จึงไม่มีความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมือง” นายสุรพงษ์ กล่าวนายสุรพงษ์กล่าวว่า การตั้งข้อกล่าวหาต่อ ผอ.ปุ๊ ที่รับนักเรียนเข้าเรียน อาจสร้างความหวั่นไหวให้กับครูอาจารย์และสถานศึกษาจำนวนมากที่รับเด็กเหล่านี้เข้าเรียนตามกฎหมาย ซึ่งตนอยากให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษาที่ทำหน้าที่ของตน โดยยึดประโยชน์ทางการศึกษาของเด็กเป็นสำคัญ กรณีนี้หวังว่าทางอัยการจะไม่สั่งฟ้องเพราะไม่มีความผิดตามกฎหมาย ในทางตรงกันข้ามผอ.และพวกต้องได้รับการชื่นชมที่ทำหน้าที่ทางการศึกษาแก่กลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้

นายสุรพงษ์กล่าวว่า การตั้งข้อกล่าวหาต่อ ผอ.ปุ๊ ที่รับนักเรียนเข้าเรียน อาจสร้างความหวั่นไหวให้กับครูอาจารย์และสถานศึกษาจำนวนมากที่รับเด็กเหล่านี้เข้าเรียนตามกฎหมาย ซึ่งตนอยากให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษาที่ทำหน้าที่ของตน โดยยึดประโยชน์ทางการศึกษาของเด็กเป็นสำคัญ กรณีนี้หวังว่าทางอัยการจะไม่สั่งฟ้องเพราะไม่มีความผิดตามกฎหมาย ในทางตรงกันข้ามผอ.และพวกต้องได้รับการชื่นชมที่ทำหน้าที่ทางการศึกษาแก่กลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้

On Key

Related Posts

“ผศ.สิตางศุ์” ฉงนข้อมูลหน่วยงานรัฐ-สถานการณ์ปนเปื้อนสารพิษแม่น้ำกกดีขึ้นทั้งที่ยังไม่ได้จัดการต้นเหตุปัญหา-ชี้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารอาจกระจายไกลถึงกทม. คนขับเรือ-แม่ค้าโอดขาดรายได้-ไร้ช่องทางทำกินใหม่