Search

ที่ปรึกษากรีนพีซแนะใช้กลไกอาเซียนถกเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ ชี้หลายประเทศในภูมิภาคนี้ต่างอยากได้ “กัณวีร์” จี้รัฐบาลไทยแสดงจุดยืนแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในทวาย หวั่นเป็นภัยคุกคามความมั่นคงชาติ

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นายธารา บัวคำศรี ที่ปรึกษากรีนพีซ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลทหารพม่ามีแผนสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 110 เมกะวัตต์ในพื้นที่เมืองทวาย ภาคตะนาวศรีซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนด้านจังหวัดกาญจนบุรีว่า ขั้นตอนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องง่ายและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR- Small Modular Reactor หรือเครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็ก) ยังไม่มีโรงไฟฟ้าแบบนี้ในเชิงพาณิชย์ หากจะทำจริง ถ้าเริ่มตอนนี้อย่างน้อยอีก 10 ปีกว่าจึงจะทำได้จริง แม้รัฐบาลพม่าเป็นรัฐบาลทหารที่ทำอะไรก็ได้ แต่ก็ไม่ง่าย เพราะความล่าช้าเกิดจากเรื่องความปลอดภัย และเรื่องต้นทุนที่มีการโฆษณาเกินจริงว่าขนาดเล็กลงแล้วถูกลง แต่ผลการศึกษาในอเมริกาพบว่าทำไม่ได้ ยิ่งขนาดเล็กแต่ก็ยังมีต้นทุนอื่นที่มองไม่เห็น

“ในเรื่องความเสี่ยง MIT (สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมซซาชูเซตต์) ศึกษาพบว่ายิ่งเล็ก นิวตรอนยิ่งเยอะ จะไปปนเปื้อนโรงไฟฟ้า SMR ยังไม่มีอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรม มีการวาดฝัน วาดวิมานในอากาศ แผนงานที่ทวายก็คงอยู่ในลักษณะเดียวกัน ยกเว้นว่าเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำขนาดเล็ก floating nuclear power plant ที่รัสเซียมีอยู่ 1-2 เครื่อง เข้ามา ก็เหมือนเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่มีของสหรัฐและรัสเซีย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำเก่ามาเป็นเตาปฏิกรณ์ หากพม่าจะทำก็ต้องลากไปจากแปซิฟิก ผ่านทะเลจีนใต้ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก”ที่ปรึกษากรีนพีซ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าไทยควรรับมืออย่างไร นายธารากล่าวว่า ไทยเองก็อยากได้ และฝันเหมือนกันว่าอยากมีโรงไฟฟ้านิเคลียร์ขนาดเล็ก เพราะเชื่อว่าตอบโจทย์เรื่องแหล่งพลังงาน

“ทั้งอาเซียน ทั้งรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลพลเรือน หรือปกครองระบอบไหน ต่างก็มี mindset แบบนึงที่เหมือนๆ กัน ที่เวียดนามก็เคยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไทยบอกไม่ได้ หากเวียดนามมี ไทยก็ต้องมี ให้เหตุผลว่าไฟฟ้านิวเคลียร์ราคาถูก ปลอดภัย ลดโลกร้อน ซึ่งเป็นมายาคติของผู้นำ”นายธารา กล่าว

นายธารากล่าวว่า ขณะนี้ประเทศอาเซียนปลอดนิวเคลียร์ ควรเป็นข้อดีเพราะประเทศโดยรอบต่างมีกันหมด แต่ที่ภูมิภาคนี้ยังปลอดนิวเคลียร์ เพราะมีต้นทุนจากทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งน่าจะใช้เป็นจุดแข็ง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น แผ่นดินไหว หากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

“เรามีทรัพยากรเหลือเฟือสำหรับผลิตไฟฟ้า ประเทศแถบนี้ผลิตไฟฟ้าล้น เวียดนามมีพลังงานหมุนเวียนที่ไปไกลกว่าไทยเยอะ เราน่าจะแข่งกันเรื่องแบบนี้ดีกว่า เน้นการกระจายพลังงานที่ไม่ต้องมีโครงสร้างขนาดใหญ่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีขีดความสามารถในการรองรับแรงกระทบของวิกฤติต่างๆ ได้ ทั้งโลกเดือด ลดการพึ่งพามหาอำนาจ”นายธารา กล่าว

นายธารากล่าวว่า โรงไฟฟ้าที่จะสร้างที่ทวาย ตกลงเป็นแบบไหน หากเป็นของรัสเซีย สมาคมนิวเคลียร์ (International Atomic Energy Agency-IAEA) จะว่าอย่างไร ต้องมีขั้นตอนอนุมัติ การอนุญาต และมี regulator ของนิวเคลียร์ เช่น ไทยมีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ แต่ของพม่ามีหรือไม่ จะคุมอะไรได้ นี่เป็นความบ้าเลือดของมินอ่องหลายและปูติน เป็นความบ้าของพวกเผด็จการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าประเทศพม่ายังอยู่ในสถานการณ์สงครามและปกครองด้วยเผด็จการ มีเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายธารากล่าวว่า แน่นอน ขนาดประเทศที่มีนิวเคลียร์จำนวนมาก ยังปวดหัว ยิ่งสร้างในประเทศที่มีความขัดแย้งเช่นประเทศพม่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกัน หรือหากมีอุบัติเหตุเมื่อสร้างแล้ว จะมีมาตรการอย่างไรในการลดความเสี่ยงหรือป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบ เพราะสารกัมมันตภาพรังสีมองไม่เห็น

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีคำแนะนำอย่างไรสำหรับรัฐบาลไทย ที่ปรึกษากรีนพีซกล่าวว่า จริงๆ มีเวทีอาเซียนที่จะผลักดันให้มีการหารือในเรื่องนี้ได้ เมื่อก่อนเคยมีคณะทำงานอาเซียนว่าด้วยพลังงาน เพราะจริงๆ ไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้น ทั้งสิงคโปร์ ฟิลิปปนส์ เวียดนาม ต่างก็อยากได้ ดังนั้นควรเปิดวงคุยเรื่อง SMR และทิศทางพลังงานอาเซียนจะไปทางไหน ซึ่งไทยเองก็ควรคุยกับพม่า นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ที่เป็นกลไกหนึ่งซึ่งควรหยิบยกเรื่องนี้ไปหารือกัน

“หากจะรอให้คุณแพทองธาร(ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือ คุณภูมิธรรม(เวชยชัย รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)ไปคุยกับมินอ่องหลาย คงต้องรอถึงชาติหน้า ขณะเดียวกันเราก็มีกลไกรัฐสภาอาเซียนด้วย ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ผมเชื่อว่า คงมี สส. จำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า เราจะสร้างไปทำไม SMR นี้ เพราะมันไม่ได้เป็นอนาคตอะไรเลย”นายธารา กล่าว

ขณะที่นายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุคตอนหนึ่งว่า ข่าวเรื่องที่ทางทหารเมียนมาอนุญาตให้รัสเซียมาสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ 2 แห่ง เป็นเรื่องที่ทางไทยได้รับผลกระทบตรงๆ และเต็มๆ จะอยู่นิ่งไม่ได้เด็ดขาด

สส.พรรคเป็นธรรมกล่าวว่า สมัยที่ยังรับราชการ ตอนนั้นทำเรื่องเมียนมา มีเรื่องหนึ่งที่ต้องวิเคราะห์ คือเรื่องแร่ยูเรเนียมในพื้นที่ชายแดนของเมียนมาที่ติดกับฝั่งไทย ตนเริ่มหาข้อมูลเชิงลึกพบว่าเกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลรัสเซียกับทหารเมียนมาในการนำคนเมียนมา (นักวิทยาศาสตร์ทหารเมียนมา) ไปศึกษาด้าน Nuclear Studies and Research ที่รัสเซีย เพื่อทำการแลกเปลี่ยนระหว่างการศึกษาวิจัยและการเข้ามาสำรวจหาแร่ยูเรเนียมในเมียนมา

นายกัญวีร์กล่าวว่า หากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ติดกับไทย รัสเซียจะนำสิ่งอันตรายอันนึงของ Weapon of Mass Destruction (WMD) เข้ามาวางที่ประตูของไทย ถึงแม้ว่าใครจะบอกว่าเข้ามาสร้าง “โรงไฟฟ้า” เฉยๆ และเป็นพลังงานสะอาด แต่ขอให้มองอย่างใช้เลนส์มุมมองการต่างประเทศด้านความมั่นคง และช่วยมองการเคลื่อนย้ายฐานผลิต ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรืออาวุธที่จะมาวางไว้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราทราบดี ประเทศแถบนี้ยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยีต่างๆ ไปพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้ แต่รัสเซียมีศักยภาพ ขณะที่เมียนมามียูเรเนียม ทั้ง 2 ประเทศมีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันอย่างน้อยก็มากกว่า 20 ปี

“หากจะเป็นแค่โรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว ใครสามารถให้ความมั่นใจได้ว่ามันจะมีมาตรฐานเพียงพอกับการเก็บกักรักษา ผมเชื่อหากรัสเซียมาทำที่เมียนมา accountability ทั้งหมดเรื่องความปลอดภัยต้องตกมาอยู่ที่ทหารเมียนมา ซึ่งทหารเมียนมามีศักยภาพเพียงพอมากแค่ไหน เราทราบดีว่าลอยเลื่อนของแผ่นดินที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว มันอยู่ที่ใจกลางเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้ย้ำเตือนพวกเราว่ามันสั่นจากเขตสะกายและมัณฑะเลย์ใจกลางเมียนมาถึงใจกลางประเทศไทย หากมันเกิดขึ้นอีก แล้วโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ขนาด 110 เมกะวัตต์ ถูกผลกระทบใหญ่ อะไรจะเกิดขึ้น”นายกัณวีร์ กล่าว

นายกัณวีร์กล่าวว่า หากรัสเซียใช้พะโคและทวายพัฒนาจากโรงงานไฟฟ้าเป็นโรงงานผลิตนิวเคลียร์ที่ กระแสความมั่นคงการทหารและนิวเคลียร์โลกจะถูกย้ายจุดมาเพ่งเล็งที่ภูมิภาคนี้ หากเมียนมาไม่มีความมั่นคงทางการเมืองได้ในเร็ววัน และเผด็จการยังคงครองอำนาจอยู่เหมือนปัจจุบัน รับรองว่าไทยต้องมีปัญหาทางด้านการทหาร และต่อไปหากสงครามใดๆ เมียนมาจะเป็นฐานขุมพลังในการปะทะกันระหว่างประเทศด้านนิวเคลียร์ และไทยคงไม่รอดจากผลกระทบจากสงครามนิวเคลียร์เป็นแน่“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยมีจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยต่อการสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในเมียนมา เนื่องจากเหตุผลความกังวลอันใหญ่หลวงต่อผลกระทบของสารที่จะเล็ดลอดออกมา ทั้งจากความผิดพลาดโดยมนุษย์และจากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อคนไทยและประเทศไทยโดยตรง รวมทั้งเหตุผลด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่ไทยจะเสียเปรียบ เราต้องกล้าพูดและกล้าแสดงออกในเวทีโลกเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ”นายกัณวีร์ กล่าว

“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยมีจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยต่อการสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในเมียนมา เนื่องจากเหตุผลความกังวลอันใหญ่หลวงต่อผลกระทบของสารที่จะเล็ดลอดออกมา ทั้งจากความผิดพลาดโดยมนุษย์และจากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อคนไทยและประเทศไทยโดยตรง รวมทั้งเหตุผลด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่ไทยจะเสียเปรียบ เราต้องกล้าพูดและกล้าแสดงออกในเวทีโลกเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ”นายกัณวีร์ กล่าว