สำนักข่าว Irrawaddy เผยแพร่บทความเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ว่า นับตั้งแต่กองกำลังอาระกัน (Arakan Army – AA) สามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ในรัฐอาระกัน หรือรัฐยะไข่ได้แล้ว ท่าทีของรัฐบาลอินเดียและรัฐบาลบังกลาเทศนั้นเปลี่ยนไป แม้จะไม่ได้ให้การยอมรับกองกำลังอาระกันอย่างเป็นทางการ แต่ทางการบังกลาเทศนั้นหันมาร่วมมือกับกองกำลังอาระกันมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลอินเดียติดต่อกับกองกำลังอาระกันผ่านรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐมิโซรัม
ทั้งนี้กองกำลังอาระกัน สามารถยึดครอง 14 เมือง จากทั้งหมด 17 เมืองในรัฐอาระกัน ทางตะวันตกของประเทศพม่า และยังสามารถยึดครองดินแดนริมแม่น้ำนาฟ ซึ่งเป็นพรมแดนทั้งหมดติดกับอินเดียและบังกลาเทศได้สำเร็จ ความสำเร็จทางการทหารครั้งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญหลายประการ จึงทำให้รัฐบาลอินเดียและบังกลาเทศไม่อาจหลีกเลี่ยงต้องหันหน้ามาคุยกับกองกำลังอาระกัน
มีรายงานด้วยว่า ขณะนี้ กองกำลังอาระกันได้เปิดสำนักงานของตน ของอินเดียแล้วเช่นเดียวกัน โดยเมื่อเดือนเมษายน 2568 ทางการบังกลาเทศได้ติดต่อสื่อสารกับกองกำลังอาระกันโดยตรง ทำให้กองทัพพม่าไม่พอใจและประท้วงไปยังรัฐบาลบังกลาเทศ โดย Khalilur Rahman ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของบังกลาเทศอย่าง และนาย Touhid Hossain ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศของบังกลาเทศ ได้ตอบโต้ว่า เนื่องจากกองทัพพม่าสูญเสียการควบคุมพรมแดนด้านตะวันตกของตน จึงทำให้รัฐบาลบังกลาเทศจะต้องร่วมมือกับกลุ่มใดๆ ก็ตามที่เห็นว่าจำเป็นในการปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของบังกลาเทศ
ที่ผ่านมากองทัพพม่าพยายามใช้มาตรการ 4 ตัด ต่อกองกำลังอาระกัน เช่น การตัดเส้นทางลำเลียงอาหาร ห้ามการขนส่งสินค้าจำเป็นอย่าง เช่น ยารักษาโรค เชื้อเพลิง เสื้อผ้าไปยังรัฐอาระกัน รวมทั้งการตัดการติดต่อสื่อสาร ตัดทุนและตัดกำลังพล ตัดความช่วยเหลือที่ประชาชนมีต่อกลุ่มติดอาวุธ อย่างไรก็ตาม ด้วยท่าทีไม่แทรกแซงกิจการภายใน และไม่ร่วมมือกับกองทัพพม่าของทั้งบังกลาเทศและอินเดียเพื่อกดดันกองกำลังอาระกันทำให้ประชาชนในรัฐอาระกันยังคงสามารถเข้าถึงอาหารพื้นฐานได้ ตรงกันข้าม โดยทั้งสองประเทศยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่และอนุญาตให้มีการค้าข้ามพรมแดนได้ในขอบเขตจำกัด
ทั้งนี้ การค้าบริเวณชายแดนติดกับรัฐมิโซรัมของอินเดียยังคงเปิดค้าขายต่อไป ขณะที่ชายแดนการค้ากับบังกลาเทศก็จะมีการกลับมาเปิดอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ชาวรัฐยะไข่ยังสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลและยารักษาโรคในบังกลาเทศและอินเดียได้ ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพในพื้นที่ได้ ปัญหาการขาดแคลนสินค้าก็ลดลงเช่นกัน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ได้ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าในช่วงเวลาเริ่มแรกที่เริ่มเกิดความขัดแย้งในรัฐยะไข่
นอกจากนี้ การค้าชายแดนยังช่วยให้คนในพื้นที่สามารถขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารทะเลได้ แม้ว่ามูลค่าการค้าขายจะยังต่ำกว่าก่อนเกิดความขัดแย้งอยู่มากก็ตาม แต่ก็ถือว่าในปัจจุบัน คนในพื้นที่อยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าที่จะต้องทนอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกปิดล้อมจากกองทัพพม่าอย่างเดียว
มีรายงานด้วยว่า ที่ปรึกษารัฐบาลบังกลาเทศได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกับกองกำลังอาระกัน AA ทั้งปัญหาชายแดนและวิกฤตผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา และดูเหมือนว่ารัฐบาลบังกลาเทศจะรับฟัง
ด้านนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกับกองกำลังอาระกันเพื่อแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญาระหว่างการเยือนค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน ที่ปรึกษารัฐบาลบังกลาเทศได้เน้นย้ำว่า การแก้ไขวิกฤตผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาต้องอาศัยความร่วมมือไม่เพียงกับทางการพม่าเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมมือกับกองทัพอาระกัน AA และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) คู่ขนานด้วย
ด้านสื่อพม่ามองว่า ความท้าทายในรัฐยะไข่ยังคงมีความซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหากันต่อไป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางทหารของกองกำลังอาระกัน AA ได้จุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเมืองและการทูตของประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกับรัฐยะไข่ หรือรัฐอาระกัน




