
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2568 เฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความว่า โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ กรณีมีรายงานข่าวจากสื่อบางแห่งว่า ปริมาณโลหะหนักของแม่น้ำกก แม่น้ำสายและแม่น้ำอื่นๆ ในประเทศไทยเกินมาตรฐานโดยสงสัยว่าอาจมีสาเหตุจากกิจกรรมการทำเหมืองของบริษัทจีนในประเทศเมียนมา ซึ่งสถานทูตจีนเห็นว่าฝ่ายจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเหตุการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทย และเห็นว่ามีรายงานผลการตรวจสอบของรัฐบาลไทยและหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ฝ่ายจีนสนับสนุนให้ไทยและเมียนมาเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงาน ดำเนินการสอบสวนด้านวิทยาศาสตร์และมีความรับผิดชอบ และแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาอย่างเป็นมิตร
“ฝ่ายจีนได้กำหนดให้บริษัทจีนที่อยู่ในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น และดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและกฎระเบียบโดยตลอด ยินดีที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อร่วมกันปกป้องสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศและคุณภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง”โฆษกสถานทูตจีนระบุ
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 เครือข่ายประชาชนปกป้องลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง ได้จัดชุมนุมใหญ่ใน 3 พื้นที่ของจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ พร้อมได้ทำจดหมายถึงประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เพื่อขอให้ช่วยยุติปัญหามลพิษข้ามพรมแดนแม่น้ำกก สาย รวก โขง ดำเนินการเพื่อปิดเหมืองทันที โดยมีเนื้อหาระบุว่าประชาชนในประเทศไทยในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย กำลังอยู่ในความวิตกกังวลและเดือดร้อนอย่างสาหัส เนื่องจากแม่น้ำที่ไหลมาจากเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา คือแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง กำลังปนเปื้อนสารโลหะหนักที่มีอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง สาเหตุเนื่องจากการเปิดพื้นที่ทำเหมืองแร่เป็นจำนวนมากในรัฐฉาน โดยมีบริษัทของชาวจีนอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย มาลงทุนการทำเหมืองแร่ ทั้งเหมืองทอง แมงกานีส และแรร์เอิร์ทโดยไร้กระบวนการที่มีมาตรฐานสากล
“กรมควบคุมมลพิษของไทย ได้ทำการตรวจคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องพบว่า มีการปนเปื้อนสารโลหะหนักในระดับสูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน ทำให้ประชาชนไทยนับล้านคนกำลังวิตกถึงความไม่ปลอดภัยในการใช้น้ำเพื่อการดำรงชีวิตและการเกษตร และในฤดูฝนนี้ยังมีความกังวลอีกว่าจะเกิดภาวะภัยพิบัติน้ำที่อาจจะหลากท่วม ซึ่งจะพัดพาโลหะหนักจากเหมืองเหล่านั้นเข้าสู่ท้องถนน บ้านเรือน หายนะที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่สอดคล้องกับนโยบายของจีนที่ต้องการเป็นผู้นำทางสิ่งแวดล้อมของโลก นโยบายส่งเสริม ecological civilization กำลังถูกทำลายเพราะการลงทุนของบริษัทจีนและคนจีนในเหมืองนอกกฎหมาย ขอให้ท่านได้แสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้ยุติการลงทุนที่ปราศจากความรับผิดชอบและสร้างผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน ”จดหมายถึงประธานาธิบดีสีจิ้งผิง ระบุ
ขณะที่นายวินเมียวตู (Win Myo Tu) นักวิชาการชาวพม่าจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมชาวพม่า ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ว่า พม่ามีกฎหมายเหมืองแร่ และกฎหมายรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาพม่าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยที่นำโดยนางอองซานซูจี ซึ่งมีกฎระเบียบชัดเจน โดยผู้ทำเหมืองแร่ต้องขอประทานบัตรเพื่อเป็นใบอนุญาตให้ประกอบการทำเหมืองแร่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นายวินเมียวตูกล่าวว่า ปัญหาในขณะนี้คือขณะนี้ใบอนุญาตทำเหมืองแร่ออกโดยกลุ่มกองกำลัง อาทิ กองทัพสหรัฐว้า หรือ กลุ่มกองกำลังอื่นๆ ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายของพม่า โดยปกติผู้ทำเหมืองแร่ในพม่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายของพม่า เนื่องจากผู้ประกอบการต้องขอประทานบัตรและดำเนินการตามกฎหมาย เช่นการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment-EIA) แต่เหมืองที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะที่ในพื้นที่ต้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ที่รัฐฉานตะวันออกติดชายแดนไทย เป็นพื้นที่ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ หรือเรียกว่า ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะกฎหมายควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
“จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมเหมืองเหล่านี้ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบมลพิษข้ามพรมแดนสู่แม่น้ำในประเทศไทย และไหลลงแม่น้ำโขง ซึ่งมีกรอบความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (Lancang-Mekong Cooperation-LMC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพ สำหรับการแก้ไขในพื้นที่เรียกได้ว่าไม่มีแน่นอน ต้องเรียกร้องให้จีนมาควบคุมการดำเนินการของบริษัทจีนในพม่า เพราะหากจะบอกว่าปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นแล้ว ได้ใบอนุญาตแล้ว แต่ใบอนุญาตเหล่านี้ที่ออกให้โดยกองกำลังว้าหรือกองกำลังอื่นๆ นั้นไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายของพม่าแต่อย่างใด”นักวิชาการชาวพม่าผู้นี้กล่าว