Search

MRC ลงพื้นที่ร่วมติดตามสารพิษแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ร่วมหารือเครือข่ายภาคประชาชน-เผยดึงเมียนมาและจีนหารือ “ครูตี๋”จี้ร่วมแก้ปัญหาหวั่นเขื่อนปากแบงซ้ำเติมสถานการณ์

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย จ.เชียงรายเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกกสายรวกโขง นำโดย นางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.)และอดีตสมาชิกวุฒิสภา นายนิวัฒน์  ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ดร.สืบสกุล กิจนุกร และ ผศ.ดร. อภิสม อินทรลาวัลย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผศ.ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้ร่วมหารือกับ น.ส.บุษฎี  สันติพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) และคณะ

นางเตือนใจ กล่าวว่าหลายปีที่ผ่านมาภาคประชาสังคมได้ทำงานเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง ตรวจสอบโครงการที่อาจสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิชุมชน อาทิ โครงการผันน้ำกก อิง น่าน โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง (ปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์แม่น้ำล้านช้างแม่น้ำโขง)  จนจีนได้ยุติการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงในเฟส 2 และสามารถอนุรักษ์ระบบนิเวศแม่น้ำโขง บนพรมแดนไทยลาวมาได้ การมารับฟังของ CEO วันนี้ทำให้มีความหวังที่ MRC ได้มารับฟังข้อห่วงใจกังวลของเครือข่ายฯ เรื่องการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง การรณรงค์เรื่องการหยุดทำเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุ

ดร.สืบสกุล กล่าวว่า ขณะนี้การตรวจสอบคุณภาพน้ำพบสารหนู (As) เกินมาตรฐานทุกสายน้ำทั้งแม่น้ำกก สาย รวกและโขง และในบางจุดของแม่น้ำในประเทศยังพบ แมงกานีส และตะกั่ว เกินค่ามาตรฐานด้วยจากการตรวจต่อเนื่อง และเริ่มพบว่าแม่น้ำโขงมีการปนเปื้อนของสารหนูมากกว่าแม่น้ำสาขา ซึ่งบางแห่งประชาชนต้องต้องซื้อน้ำอุปโภคบริโภค ภาคประมง เกษตร ท่องเที่ยวได้รับกระทบ โดยยังไม่ได้รับคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับมือปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความสับสน จึงมีข้อเสนอมี 6 ข้อ ต่อ คณะ MRC คือ 1.ขอให้MRC ตรวจสารโลหะหนักในลุ่มน้ำโขงอย่างต่อเนื่องและมีการบันทึกอย่างเป็นระบบเข้าถึงได้ 2.ศึกษาว่าโครงการเขื่อนปากแบง หากก่อสร้างมีผลกระทบเรื่องการปนเปื้อนโลหะหนักในน้ำโขงอย่างไร 3.เปิดเผยผลการตรวจฉบับเต็มสารโลหะหนัก 4.แผนการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ 5.ความร่วมมือกับเมียนมาและจีน และ 6.ความร่วมมือกับภาคประชาสังคม

นายนิวัฒน์ กล่าวว่าขณะนี้มีการเปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบข้ามแดนของโครงการเขื่อนปากแบง โดยบริษัทผู้พัฒนาโครงการ สิ่งที่กังวล คือปริมาณน้ำแม่น้ำโขง จะไม่เป็นตามฤดูกาล อุทกภัยครั้งใหญ่ปีที่แล้ว (พ.ศ.2567)  บอกให้ทราบว่าซึ่งหากมีเขื่อนปากแบงเกิดขึ้น สถานการณ์จะรุนแรงมากกว่านั้นอีก แม่น้ำโขงที่ถูกเขื่อนกั้นจะเท้อมาถึงประเทศไทย กระทบต่อแม่น้ำสาขา เมื่อน้ำท่วมก็จะมีการท่วมขังเป็นเวลานาน เพราะแม่น้ำโขงยกระดับสูง ปริมาณน้ำสาขาไม่สามารถระบายออกน้ำโขงได้

“ต้องใช้คำว่าหายนะ และยังไม่สามารถหยุดต้นเหตุคือเหมืองแร่ได้ จึงต้องการให้ MRC ขับเคลื่อนให้ชัดเจน ว่ากลไกที่มีอยู่จะโต้ตอบต่อปัญหาข้ามพรมแดนนี้ได้อย่างไร เพราะรัฐบาลไม่มีส่วนไหนที่ชัดเจนพอที่จะแก้ปัญหานี้ได้ อย่างน้อย MRC เป็นกลไกหนึ่งจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไร การหารือครั้งนี้เป็นเรื่องของความร่วมมือ หวังพึ่ง MRC ที่จะร่วมมือกับภาคประชาสังคม จะช่วยเคลียร์ปัญหาต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าว

นางสาวบุษฎี กล่าวว่าเป็นความตั้งใจ ภารกิจ MRC ต้องการจัดการประชุมกับประเทศสมาชิก ส่วนประเทศเมียนมาอยู่นอกภาคี จึงต้องใช้การประสานงานพอสมควร จนเมียนมาได้เข้ามาร่วมประชุมในวันที่ วันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้รับทราบปัญหา รวมรวบข้อมูล กลไก MRC จะเอื้อต่อการประชุมคร้งนี้ อาศัยกฎระเบียบการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และกลไกแผนภาวะฉุกเฉินที่จะขับเคลื่อนในการกำหนดจุดตรวจสอบคุณภาพน้ำด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การตรวจคุณภาพน้ำเป็นที่น่าเชื่อถือ

“เมื่อวานประชุม MRC กับเมียนมา นับเป็นจุดเริ่มต้นประชุม ที่แม้เมียนมาที่ไม่ได้เป็นภาคี อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้ใจ ความร่วมมือ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ รับทราบร่วมกันว่ามีประเด็นปัญหา ให้ทีมงานประสานให้ข้อมูลให้กับคณะกรรมการแม่น้ำโขงลาวด้วย ถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิต ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อจะได้เผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ และจะมีการขยายจุดตรวจต่อไปจนถึงแม่น้ำโขงตอนล่าง แต่ขณะนี้ตรวจถึงหลวงพระบาง” น.ส.บุษฎี กล่าว

CEO ของ MRC กล่าวว่า สำหรับสถานีตรวจสอบคุณภาพน้ำเพิ่มเติม หามาตรการป้องกันร่วมกันให้ประเทศสมาชิก การดำเนินการร่วมกันเพื่อตัดสินของนโยบาย ทำอย่างไรสามารถ่ายเทข้อมูลร่วมกันได้

“เรื่องที่เน้นย้ำ การเกิดอุทกภัยที่เชียงราย เป็นภาพที่ทุกคนคงไม่ลืม เราจะใช้ข้อมูลจากงานของ MRC ในการพยากรณ์ ประเมิน วิเคราะห์  MRC ได้รับการร้องขอจากลาวในแผนและมาตรการในการป้องกัน และในเรื่องความสัมพันธ์ในการประสานเรื่องการกักและปล่อยน้ำจากแต่ละเขื่อนในแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขา ตระหนักว่ามีความสำคัญที่ต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำแผนที่ดูเรื่องน้ำท่วมทั้งฝ่ายลาว ไทย จะขับเคลื่อน ในเรื่องการแจ้งเตือน การจัดการทรัพยากรแม่น้ำโขงร่วมกัน”น.ส.บุษฎี กล่าว

น.ส.บุษฎี กล่าวว่า สำหรับเรื่องความร่วมมือกับจีนได้เริ่มหารือเรื่องการป้องกันน้ำท่วม ในกรณีที่มีเหตุการณ์เร่งด่วนฉับพลัน จะสามารถติดต่อหารือกันได้ทันที ซึ่งกระบวนการนี้ได้เริ่มเกิดขึ้นในปีที่แล้ว โดยในการประชุม MRC มีตัวแทนเข้าร่วมเป็นหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมจากรัฐฉาน และส่วนกลาง แต่ยังไม่มีผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศเข้าร่วมประชุม  การดำเนินการจำเป็นต้องร่วมกันทาง ทั้งพหุภาคี และทวิภาคี ช่วยกันส่งสัญญาณที่ชัดเจน และคิดว่าเจตนาร่วมกัน

นายธีระวัฒน์ สัมผวมานะ ผู้อำนวยการกองจัดการสิ่งแวดล้อม MRC กล่าวว่า MRC มีระเบียบปฏิบัติว่าด้วยคุณภาพน้ำ (Procedures for Water Quality – PWQ) เมื่อเกิดคุณภาพน้ำที่ปนเปื้อน (สำหรับประเทศสมาชิก) ที่เป็นต้นเหตุต้องหาสาเหตุและจัดการปัญหา และจะต้องแจ้งให้ประเทศอื่นให้ทราบถึงปัญหา  แต่เมื่อเมียนมาไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ในฐานะประเทศที่เป็นพันธมิตร MRC จึงใช้ความพยายามติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกิดความร่วมมือประชุมร่วมกัน และสิ่งที่ต้องทำต่อคือ ร่วมกันเฝ้าระวังติดตาม แต่วิธีการนำไปสู่การแสวงหาสาเหตุและการป้องกัน ต้องใช้ความร่วมมือ บทบาท MRC ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้หยุดนิ่ง  โดยที่ผ่านมาประเทศไทย ได้แจ้ง ไปยังกองเลขาฯ MRC และกองเลขาฯ ก็แจ้งสมาชิก ข้อมูลอื่นก็ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเผยแพร่กับประชาชน

“ปัญหาน้ำเท้อและการปนเปื้อนสารโลหะหนัก ที่เป็นผลกระทบข้ามแดนการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง ที่ผ่านมามีบทเรียนจากเขื่อนที่สร้างในเรื่องผลกระทบ ทำให้มีการแผนปฏิบัติการร่วม (JAP) เป็นกระบวนการ Post PNPCA ที่การประชุมครั้งที่ผ่านมาได้แจ้งในที่ประชุม JAP ในเรื่องสารปนเปื้อนโลหะหนัก และการจัดการตระกอนต้องให้ผู้พัฒนาโครงการต้องคิดถึงประเด็นนี้ด้วย โดยเป็นประเด็นสำคัญ ส่วนการใช้เทคนิคนั้นต้องปรับเปลี่ยนเพราะ สภาพพื้นที่เขื่อนไซยะบุรีกับเขื่อนปากแบงนั้นแตกต่างกัน ทางเทคนิค ให้ผู้สร้างไปพิจารณา ได้ติดตามเรื่องนี้เป็นระยะ เราก็จะติดตามทุกเขื่อน ปากแบง ปากลาย” ผอ.ฝ่ายสิ่งแวดล้อมกล่าว

นส.พินิดา ลีลพนัง คำแพงทอง หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำใน สปป.ลาว ที่ได้ขยายผลจากการตรวจของสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.) ครั้งที่ 4-5 ทำให้ทราบว่ามีการปนเปื้อนแม่น้ำโขงจริง จึงประสานกับทางลาว เข้าข่ายบทที่ 4 มลพิษทางน้ำ ที่จะปฏิบัติการได้ จากการตรวจเหนือสุดที่ชายแดนลาว-เมียนมา บริเวณหัวโขง ที่พบว่าน้ำไม่มีภาวะปนเปื้อนโลหะหนัก แต่การตรวจบริเวณเชียงแสน เชียงของและฝั่งตรงข้ามคือต้นผึ้งบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ และเมืองห้วยทราย พบว่ามีภาวะปนเปื้อนโลหะหนักสารหนูในประมาณใกล้เคียงกันระดับ 0.025 มก./ลิตร ส่วนจุดสุดท้ายคือหลวงพระบางพบว่ามีค่าน้อยมากต่ำกว่ามาตรฐานที่ 0.01 มก./ลิตร

“ข้อมูลการเก็บคุณภาพน้ำ แม่น้ำโขงก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหา ส่วนแผนยุทธศาสตร์ การตรวจภาวะปนเปื้อนโลหะหนัก จะรวมอยู่ในแผนปฏิบัติการของ MRC ในปีหน้าอยู่แล้ว ส่วนของความร่วมมือในน้ำกก การขอความร่วมมือกับพม่า จะมีการตรวจคุณภาพเพื่อให้มีผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์หลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่ชัดเจน” หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมกล่าว

ภายหลังจากการหารือเครือข่ายฯ ได้ยื่นหนังสือต่อ MRC เรื่อง ขอให้ดำเนินการและขอข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบกิจกรรมเหมืองในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมาที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขง

On Key

Related Posts

แนะผลักดันปัญหามลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ-ทีมนักวิจัยที่ตรวจพบสารหนูปนเปื้อนในเล็บ-เส้นผมชาวบ้านริมแม่น้ำกกจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย-เสนอรัฐจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงทางสุขภาพ-จี้เปิดเผยข้อมูลผลการศึกษาต่างๆให้สาธารณชนรับทราบ