เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายโตซอลัต เลขาธิการสภาสื่อมวลชนอิสระแห่งเมียนมาร์ (Independent Press Council of Myanmar – IPCM) ให้สัมภาษณ์ถึงถึงกรณีที่สภาสื่อมวลชนเมียนมาร์ (Myanmar Press Council – MPC) ภายใต้สภาบริหารแห่งรัฐ (The State Administration Council -SAC)เมียนมาร์ ได้เดินทางมาดูงานในประเทศไทยพร้อมร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือกับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติของไทย (National Press Council of Thailand ) ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม-2 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า สภาสื่อมวลชนเมียนมาร์ หรือMPC ไม่ใช่ตัวแทนของสื่อที่มีความเป็นอิสระอีกต่อไป ตอนที่ทหารยึดอำนาจ ทำให้นักข่าวและบรรดาสมาชิกลาออกกันทั้งหมด โดยประธาน MPC คนปัจจุบันคืออดีตนักการเมืองพรรค USDP ของทหารพม่า เป็นพวกที่ พล.อ.มินอ่องหลายแต่งตั้งทั้งหมด เป็นการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของทหาร ไม่ใช่นักข่าวที่มีอิสรภาพแต่อย่างใด
นายโตซอลัต กล่าว ขณะที่สภาสื่อมวลชนอิสระแห่งเมียนมาร์หรือ IPCM ก่อตั้งมาได้ประมาณ 2 ปี หลังเหตุการณ์รัฐประหารโดยมีสมาชิก 40 ราย ทั้งองค์กรสื่อ ผู้สื่อข่าวอิสระ ผู้เชี่ยวชาญสื่อสารมวลชน นักกฎหมาย ในขณะที่สภาสื่อมวลชนพม่า MPC ซึ่งตั้งมาก่อนหน้านั้น ได้ถูกรัฐบาลเผด็จการทหารยึดไปหลังรัฐประหารเมื่อปี 2564
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรในการที่สภาสื่อมวลชนพม่ามาเยือนไทยในครั้งนี้ซึ่งมีความร่วมมือกับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติของไทย นายโตซอลัตกล่าวว่า เป็นแผนเพื่อสร้างภาพก่อนเลือกตั้งในพม่าต้นปีหน้า ซึ่งได้มีความพยายามติดต่อไปยังหน่วยงานสื่อหลายประเทศ ทำเหมือนว่าเป็นองค์กรสื่อของเมียนมาร์ แต่ไม่ใช่ เราไม่เข้าใจว่าทำไมองค์กรสื่อไทยจึงร่วมมือต้อนรับ แล้วยังทำ MoU ซึ่งพิลึกมาก เราจะออกแถลงการณ์เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทราบว่าพวกนี้ไม่ใช่สื่อจริงๆ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมสภาสื่อมวลชนไทยถึงมารับรองเขาแบบนี้
“เมื่อสองปีก่อนมีการเดินทางไปประเทศติมอร์ สื่อพม่าต่างๆ ก็ตั้งคำถามแบบนี้ และต่อมาทางติมอร์ก็ต้องออกมาขอโทษ นี่เป็นงานล๊อบบี้ของทหารพม่าก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น”เลขาธิการ IPCM กล่าว
นายโตซอลัตกล่าวว่า การก่อตั้ง IPCM ได้ดำเนินการร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศของไทย (FCCT) และสื่อมวลชนนานาชาติ เช่น BBC นิเคอิ โดยเรื่องนี้นายกวี จงกิจถาวร (อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) ก็ทราบดี แต่ทำไมไปร่วมแบบนี้ซึ่งดูไม่ดีเลย เพราะใช้โอกาสพามาไทยแล้วบอกว่าเป็นสื่อพม่า
“ตอนตั้ง IPCM เราเคยเชิญคุณชวรงค์ (ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ)ร่วมเวทีเสวนาออนไลน์ ให้เล่าในฐานะนักข่าวไทยว่ามีประสบการณ์อย่างไร เรื่องเสรีภาพสื่อ แต่หลังจากนั้นพยายามติดต่อไปอีกเ ขาก็ไม่ตอบเลย ไม่รู้ตอนนี้เขาทำให้ใคร นอกจากนี้เราได้ประสานงานอยู่กับสภาสื่อมวลชนสหภาพยุโรป (EU Press Council) และองค์กรอื่นๆ”เลขาธิการสภาสื่อมวลชนอิสระเมียนมาร์กล่าว
เมื่อถามว่ามีการระบุว่า MoU ฉบับใหม่มีเนื้อหาสาระเดิมนายโตซอรัตกล่าวว่า เมื่อประมาณปี 2015 เพิ่งก่อตั้งองค์กรสื่อในเมียนมาร์ตอนมีการเลือกตั้ง ที่พรรคของฝ่ายประชาธิปไตยโดย นางอองซานซูจีได้เป็นรัฐบาล ตอนนั้นสถานการณ์ไม่ใช่แบบนี้ แต่ตอนนี้ทหารพม่ายึดไปเบ็ดเสร็จแล้ว ทำให้สภาสื่อมวลชนเมียนมาร์ MPC เป็นของทหารไปแล้ว ไม่ใช่องค์กรของสื่ออิสระอีกต่อไป
“สภา IPCM ของเราอยู่กับองค์กรสื่อมวลชนต่างๆ และประสานงานกับองค์กรสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ องค์กรเหล่านี้ต่างรู้สถานการณ์ว่า นักข่าวพม่าอย่างน้อย 42 คนต้องถูกคุมขัง ติดคุกอยู่ในพม่า ถูกโทษประหารชีวิต แล้วจะให้ MPC เป็นองค์กรสื่อมวลชนได้อย่างไร งี่เง่าสิ้นดี”เลขาธิการสภาสื่อมวลชนอิสระเมียนมาร์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้รัฐบาลทหารพม่าได้ออกกฎหมายใหม่เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในต้นปีหน้าเนื้อหาเป็นอย่างไรบ้าง นายโตซอลัต กล่าวว่าเป็นกฎหมายใหม่ที่ห้ามตั้งคำถาม ห้ามวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง และมีโทษร้ายแรง ติดคุก และยังมีกฎหมายควบคุมสื่อไซเบอร์ ระบุว่าหากสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
“สิ่งที่เกิดในพม่าขณะนี้ไม่ใช่เรื่องของเสรีภาพสื่อเลย เป็นกฎหมายที่สร้างความชอบธรรมในการจัดการเลือกตั้งให้ทหารพม่า การออกกฎหมายแบบนี้ทำให้การเลือกตั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่อัปยศที่สุด” นายโตซอลัต กล่าว
เลขาธิการสภาสื่อมวลชนอิสระเมียนมาร์กล่าวว่า ระดับความน่าสื่อมวลชนของเมียนมาร์ขณะนี้ตกต่ำมาก เราเคยอยู่ในระดับที่ดีกว่าไทยตอนที่เป็นรัฐบาลทหาร สมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ระดับของสื่อของเมียนมาร์ต่ำเตี้ยมาก เพราะนักข่าวทำงานอิสระในพม่าไม่ได้เลย เราต้องปกปิดตัวตน เสรีภาพสื่อในพม่าขณะนี้เรียกได้ว่าไม่มีเลย
“หากไทยไม่สนับสนุนก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามาทำให้เสียหาย เพราะเผด็จการทหารพม่ากำลังใช้องค์กรสื่อวิชาชีพไทยฟอกขาวทำให้เขาดูดี เรื่องนี้แย่มาก สภาสื่อมวลชนไทยไม่ควรทำแบบนี้ หากอยากช่วยก็ควรทำกับองค์กรสื่ออิสระจริงๆ พรุ่งนี้เราจะออกแถลงการณ์ส่งไปทั่วโลกเลย”นายโตซอลัตกล่าว
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมาในเฟสบุค Chavarong Limpattamapanee ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติของไทย ได้โพสต์ข้อความอธิบายถึงการเดินทางมาดูงานและร่วมลงนามใน MoU กับสภาสื่อมวลชนเมียนมาร์ (MPC) โดยเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า หลังการรัฐประหารไม่นาน เราได้ทราบว่า บรรดากรรมการของสภาการสื่อมวลชนเมียนมาร์ได้ทยอยลาออกจนเกือบหมด และคณะรัฐประหารในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสภาสื่อมวลชนเมียนมาร์ขึ้นมาใหม่ตามกฎหมายสื่อมวลชนฉบับใหม่ที่ไม่ได้มีการยกเลิก และกรรมการชุดใหม่ได้ติดต่อขอประชุมผ่านออนไลน์กับทางสภาการสื่อมวลชนของไทย โดยทางเราได้มีการสอบถามถึงบทบาทหน้าที่ของสภาการสื่อมวลชนเมียนมาในการปกป้องคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน และต้องการความมั่นใจว่า จะไม่มีการใช้สภาการสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือในการจัดการหรือจำกัดเสรีภาพกับสื่อมวลชนที่เห็นต่างจากรัฐบาล ซึ่งผู้แทนสภาการสื่อมวลชนเมียนมาได้ให้ข้อมูลจนเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้แทนสภาการสื่อฯของไทย
ในตอนท้ายโพสต์เฟสบุค Chavarong Limpattamapanee ระบุว่า “การมาเยือนประเทศไทยของผู้แทนสภาการสื่อมวลชนเมียนมาร์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2568 จึงเป็นการดำเนินการตามข้อตกลงเดิมใน MoU ที่ทั้ง 2 สภาทำไว้ร่วมกันเมื่อปี 2562 และ MoU ฉบับใหม่ที่เพิ่งมีการลงนามกันก็ยังคงยึดสาระสำคัญเดิมคือ การร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการกำกับดูแลกันเองด้านจริยธรรมของสื่อมวลชนระหว่างกัน ไม่ได้มีเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งในการปิดกั้นหรือจำกัดเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทั้งไทยและเมียนมาร์แต่อย่างใด
———-
