โดย ภาสกร จำลองราช

แร่แรร์เอิร์ท rare earth elements กำลังเป็นเครื่องมือ หรือไพ่ใบสำคัญของจีนที่ใช้ต่อรองกับสหรัฐอเมริกา ทำให้แหล่งแร่แรร์เอิร์ทในพม่าที่ส่งเข้าสู่จีนเป็นที่สนใจและจับตามองจากทั่วโลก
สงครามกลางเมืองในพม่าทำให้เรื่องราวของการทำแร่แรร์เอิร์ทมีความซับซ้อนมากขึ้นและกลายเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้ต่อรองในระดับต่างๆ
แหล่งแร่แรร์เอิร์ทใหญ่ที่สุดของพม่า อยู่ในรัฐคะฉิ่น ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนมือจากรัฐบาลทหารพม่ามาอยู่ในการดูแลของกองกำลังกองกำลังเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army-KIA) ภายหลังจากที่ทหารของสภาบริหารแห่งรัฐพม่า (State Administration Council -SAC) พ่ายแพ้ในหลายสนามรบ จนทำให้ KIA สามารถยึดพื้นที่สำคัญไว้ได้
ขณะเดียวกัน รัฐฉาน Shan state กำลังเป็นแหล่งแร่แรร์เอิร์ทแห่งใหม่ที่มาแรงภายใต้การควบคุมของกองกำลังแห่งสหรัฐว้า (United Wa State Army -UWSA) ที่ขยายอิทธิพลลงใต้มาจนถึงชายแดนไทย
สถานการณ์ความเลวร้ายจากมลพิษปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก จนถึงแม่น้ำโขง บริเวณภาคเหนือของไทย ก็เป็นส่วนหนึ่งจากการขยายอิทธิพลของทหารว้า และจีน
“ยุทธศาสตร์ขยายเขตอิทธิพลของจีน ที่ ‘มองลงใต้’ ที่เขาทำมาแล้วมากมาย ในยุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง One Belt One Road และมีระเบียงเศรษฐกิจแยกออกมา ซึ่งพม่าเป็นเส้นทางโลจิสติกออกทะเล แทงทะลุพม่าเข้ามาทางรัฐฉาน เป็น Mega-trend ของโลกปัจจุบัน ขุดเจาะแร่แรร์เอิร์ท ซึ่งเป็นแร่อรรถประโยชน์ หลายปีมานี้จีนได้แร่นี้จากคะฉิ่น แต่ข้อจำกัดทางการเมือง จุดยืนของกองกำลัง KIA จีนจึงลากลงมาที่รัฐฉาน ซึ่งความสัมพันธ์จีน-ว้า เข้มข้น เขาแสวงหาแรร์เอิร์ท ซึ่งมีแหล่งอยู่ที่พม่า ซึ่งเป็น ‘สวนหน้าบ้าน’ ของจีนพอดี” รศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษาและอาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนให้เห็นภาพใหญ่ของทำเหมืองแรร์เอิร์ทในพม่า
เหมืองแรร์เอิร์ทในรัฐฉาน ได้ส่งผลกระทบข้ามแดนมายังประเทศไทย เนื่องจากบริเวณที่ทำเหมืองคือต้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ทำให้ประชาชนไทยนับล้านกำลังเดือดร้อนจากสารโลหะหนักที่ไหลลงแม่น้ำในทุกๆ วัน และสารพิษนี้ยังขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ สู่แม่น้ำโขง
“จีนมีนโยบายสองขา คือ สัมพันธ์กับอำนาจพม่าที่เนปีดอว์ จีนเข้ามาอยู่ในกระบวนการเจรจาหยุดยิง โดยทางการคือสัมพันธ์แนบชิดรัฐบาลทหารพม่าของพล.อ.มินอ่องหลาย แต่อีกขาหนึ่งก็ไปจัดความสัมพันธ์กับกองกำลังต่างๆ ทั้งกดดัน ทั้งช่วยเหลือลับๆ มีผลประโยชน์พิเศษกับ warlords ของกองกำลังต่างๆ ที่แลกเปลี่ยนกับทุนจีน ทั้งกลุ่มโกก้าง MNDAA (Myanmar National Democratic Alliance Army) ตะอาง TNLA (Ta’ang National Liberation Army) กองกำลังรัฐฉานเหนือ SSPP/SSA (Shan State Progress Party/Shan State Army)
“จีนใช้ความเป็นพี่ใหญ่ เรียกประชุม หรือโน้มน้าวทั้งสองฝั่ง ให้ปกป้องผลประโยชน์ของจีน อย่างที่จีนต้องการ”
รศ.ดุลยภาค เชื่อว่าจีนรับรู้ถึงผลกระทบที่คนไทยที่เกิดจากการทำเหมืองแรร์เอิร์ทในรัฐฉาน เพราะธรรมชาติของมหาอำนาจเมื่อเข้าไปพัวพันในพื้นที่ใดก็ต้องหาข้อมูล ศึกษาทรัพยากรในการขยายอิทธิพลทางยุทธศาสตร์
“ผมคิดว่ามีบริษัทจีนได้ทำการศึกษาสำรวจแร่แรร์เอิร์ทไว้แล้ว จีนทำเหมืองแรร์เอิร์ทมานานที่รัฐคะฉิ่น และดันมาพบว่าที่รัฐฉานก็มีแรร์เอิร์ทด้วย นักยุทธศาสตร์จีนคงได้รวบรวมข้อมูลไว้หมดแล้ว เราต้องรู้ว่าว้าแดง UWSA และจีนแดงมีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น พรรคคอมมิวนิสต์พม่าได้มาปักธงไว้แล้ว ทั้งโกก้าง ว้าเหนือ ว้าใต้ รวมไว้อยู่แล้ว สุดท้ายมาตกที่รัฐฉานใต้ ที่ว้าแดงดูแลและมีอิทธิพลอยู่ นี่และจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของจีน” นายกสมาคมภูมิภาคศึกษาวิเคราะห์ให้เห็นมุมลึกในความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆ
“นักสำรวจจีนมาสำรวจ scan ไว้ทั้งหมดแล้ว รวมถึงพื้นที่อื่นๆ เช่น ลงใต้ ไปทางภาคตะนาวศรี (ตรงข้าม จ.กาญจนบุรี จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ระนอง) และรัฐยะไข่”
ที่ผ่านมา หลายฝ่ายพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลไทยประสานไปยังรัฐบาลจีนเพื่อเป็นตัวกลางในการประสานกับกลุ่มว้าแดงให้ยุติการทำเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน แต่ดูเหมือนรัฐบาลไทยยังไม่เดินหน้าจริงๆจังๆ ขณะที่จีนเองก็ออกมาปฎิเสธว่า ไม่มีคนจีนเข้าไปทำเหมืองแรร์เอิร์ทอยู่ในรัฐฉาน
“ผมคิดว่าเราต้องใช้กลไกต่างๆ ที่มี ทั้งอาเซียน ASEAN คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ให้มีบทบาทมากขึ้น หรือยุทธศาสตร์ปรับสมดุลอำนาจจีน-สหรัฐ แม้คนไทยมองว่าจีนไปทำธุรกิจแบบไม่รับผิดชอบ สร้างมลพิษ แต่เราก็ตัดจีนไม่ได้”
รศ.ดุลยภาคยังเสนอให้รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงของไทยต้องรีบด่วนในการปรับนโยบายชายแดนซึ่งเน้นแต่ตั้งรับอย่างเดียว โดยต้องยุทธศาสตร์ชายแดนภาคเหนือจองไทยควรต้องรุกมากขึ้นและมองออกไปถึงนอกเขตแดน
“วันนี้ชาติมหาอำนาจต่างสร้างแนวกันชนใหม่กันอีกครั้ง เพื่อขยายเขตอิทธิพล หลายประเทศต่างฟื้นยุทธศาสตร์นี้ เช่น รัสเซียต้องการไปคุมยูเครนเพราะเป็นแหล่งแรร์เอิร์ท ที่ภูมิภาคดอนบาส ซึ่งสหรัฐฯก็เจรจากับประธานาธิบดีเชเลนสกี เพื่อขอซื้อแร่นี้เช่นกัน เขตอิทธิพลในแนวกันชนที่มีทรัพยากรลักษณะแบบนี้กำลังขยายเข้ามาที่ชายแดนไทยภาคเหนือ จีนเข้ามาสถาปนาเขตอิทธิพลตรงนี้ ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าทางสหรัฐฯจะขยับอย่างไรในการคานอิทธิพลจีน”
การที่กองกำลังว้า UWSA ซึ่งเข้ามาแทนที่กองกำลังไทใหญ่ บริเวณชายแดนภาคเหนือ พร้อมกับสร้างปัญหาต่างๆมากมายทั้งยาเสพติด แหล่งการพนัน-คอลเซ็นเตอร์ ทำให้หลายคนมองบทบาทและแสนยานุภาพของกองทัพไทย ที่ไม่สามารถยับยั้งความก้าวร้าวของกองกำลังว้าไว้ได้เลย
“ตราบใดที่เราไม่ได้แสดงสมรรถนะทางการทหารที่ชายแดนภาคเหนือ ก็ไม่สร้างความประหวั่นให้แก่เขา ที่ผ่านมาเราใช้นโยบายตั้งรับมายาวนาน ดูจากเรื่องการปราบปรามยาเสพติด เราก็แค่จับกุมเพียงในประเทศ ขณะที่ทหารว้ากำลังบุกลงใต้ เช่นเดียวกับจีนก็มีนโยบายลงใต้ เมื่อทับกันก็เป็นพลังยักษ์กดมาที่ชายแดนเหนือของไทย” รศ.ดุลยภาควิเคราะห์ให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“หากจะให้ประเทศอื่นเกรงใจ เราก็ต้องอัดยุทธศาสตร์ขึ้นเหนือ power projection เพื่อให้พลังไปถ่วงดุล เช่น อำนาจวัฒนธรรม การค้า การลงทุน ต้องมีหน่วยงานความมั่นคงไปตั้งอยู่ แบบนี้จะทำให้ว้าและพันธมิตรเกรงใจเรามากขึ้น แต่เรื่องนี้เราจะทำโดดๆไม่ได้ แต่ต้องร่วมกับพันธมิตร เช่น กองกำลังไทใหญ่ของ สภากอบกู้รัฐฉาน RCSS เพื่อให้แสนยานุภาพของเราทรงพลังยิ่งขึ้น แต่ตอนนี้มีแค่กองกำลังของเจ้ายอดศึกที่ขยายอิทธิพลขึ้นไป แต่จีนไม่ไว้ใจเขาก็ตีลงมา หากไทยหนุนกลุ่มนี้ พลังในการแผ่อิทธิพลของไทยขึ้นเหนือจะทรงพลังขึ้น เราไม่มีทางอื่น ไม่เช่นนั้นเราจะทำได้เพียงรักษาผลประโยชน์แบบตั้งรับและเกรงใจจีนไปแบบนี้”
รศ.ดุลยภาค กล่าวว่าเวลานี้ทรัพยากรและสรรพกำลังของกองทัพไทยถูกลากไปไว้ชายแดนกัมพูชา ทำให้ชายแดนภาคเหนือขาดความเข้มข้น อย่างไรก็ตามตัวแสดงในรัฐฉานไม่ได้มีเจตนารมณ์ในการบุกประเทศไทยเหมือนฝั่งกัมพูชา แต่ทำให้เราเสียอิทธิพล เช่น กรณีชะตากรรมของมลพิษที่แม่น้ำกก
ข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลไทยเปลี่ยนแปลงนโยบายชายแดนด้านพม่ามีการพูดกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยยังคงให้น้ำหนักกับรัฐบาลในเนปิดอว์และพล.อ.มิน อ่อง หลาย ทำให้ไม่กล้าหารือกับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ จนกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้ประชาชนไทยเสียประโยชน์ในหลายกรณี
“เราควรทำแบบจีน คือสัมพันธ์กับทหารพม่า และมียุทธศาสตร์ขยายเขตอิทธิพลของตัวเอง ดังเช่นที่รัฐคะฉิ่น รัฐฉาน ก็เป็นของจีนมากกว่า พม่าเองก็ทำอะไรไม่ได้ หากเราปรับมาใช้เป็นยุทธศาสตร์นี้ เราก็ทำได้โดยไม่ต้องคบพม่าแล้วหยุดขยายอิทธิพลแต่อย่างใด หลายประเทศที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของชาติก็มีนโยบายแบบนี้”
นายกสมาคมภูมิภาคศึกษากล่าวว่า หากต้องการหยุดปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแมน้ำสาย เราต้องเล่นหลายบทจึงจะหยุดได้ โดยต้องทุ่มพลังอำนาจแห่งชาติไปดำเนินการในหลายมิติ เช่น เจรจาทวิภาคี MRC GMS
“ขณะเดียวกันก็ทำงานที่ประชาชนเชียงรายทำอยู่ให้เดินหน้าต่อ พื้นที่นี้อยู่ติดกับประชาชนรัฐฉาน ควรให้พลังการเคลื่อนไหวทางสังคม social movement ของประชาชนในลุ่มน้ำที่เกิดขึ้น ต้องแรงขึ้น เสียงของความเดือดร้อนต้องถูกถ่ายทอดออกไปไกลๆ ส่วนรัฐไทยเองต้องพยายามมีอำนาจมากขึ้นเพื่อกดดันจีน ว้า เราต้องดันแสนยานุภาพขึ้นเหนือผ่านกองกำลังไทใหญ่ ต้อง empower เขาให้สามารถถ่วงดุลให้ได้ ไม่ใด้หมายความว่าจะเป็นศัตรูกับจีน แต่เราต้องมียุทธศาสตร์ของเรา อำนาจการต่อรองของเราจะเพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ให้มีพลังอำนาจของเราเข้าไปในพื้นที่ ไม่เช่นนั้นเราคุยเขาก็ฟังแค่ผ่านๆ ไม่ได้ช่วยเหลืออะไร”
รศ.ดุลยภาค ได้ยกตัวอย่าง กรณีแม่น้ำโขงที่จีนสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำตอนบน ส่งผลกระทบต่อประเทศท้ายน้ำ ซึ่งจีนก็ไม่ได้จะมาช่วยคนปลายน้ำ เพราะเขาคิดว่าเป็นการสร้างเขื่อนในพื้นที่เขตอธิปไตยของเขา ไม่ว่าคนปลายน้ำเดือดร้อนอย่างไรก็ไม่ใช้เรื่องที่เขาต้องรับผิดชอบ ในลักษณะเดียวกับการลงทุนทำเหมืองแร่ที่รัฐฉานใต้ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยของประเทศพม่า เขาไม่ต้องออกมารับผิดชอบ
“การง้อมหาอำนาจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ไม่ได้ทำให้เรามีอำนาจสูงขึ้นในการต่อรอง เราต้องมีนโยบายขึ้นเหนือด้วยตนเอง ร่วมกันกับพันธมิตรชาติพันธุ์ถึงจะทำให้เรามีอำนาจในการต่อรองเพิ่มขึ้น”รศ.ดุลยภาค กล่าว
————


