Search

ภูมิรัฐศาสตร์และ “แรร์เอิร์ท” จีน-อเมริกา-พม่า-ไทย ในมุมมองของนักปกป้องสิ่งแวดล้อม “คะฉิ่น”

ภาสกร จำลองราช

 Zung Ting นักสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่น ซึ่งทำงานพัฒนาชุมชนและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่ามากว่า 20 ปี เขาเคยทำงานสนับสนุนองค์กรชุมชน Swiss Aid แต่ต้องลี้ภัยออกจากพม่าหลังพล.อ.มิน อ่อง หลาย และคณะทหารพม่าทำรัฐประหาร 2564 

ปัจจุบัน Zung Ting กำลังเรียนปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำนักข่าวชายขอบได้สัมภาษณ์ Zung Ting ในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ทในรัฐคะฉิ่น

“ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของจีนทำให้ต้องใช้ทรัพยากรอย่างจำนวนมาก งานหลักขององค์กรภาคประชาสังคมคะฉิ่น คือขับเคลื่อนเพื่อปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชน ขณะนี้ประเด็นแร่แรร์เอิร์ทกลายเป็นเรื่องภูมิภาคไปแล้ว” Zung Ting ชี้ให้เห็นภาพใหญ่ของที่มาการทำเหมืองแรร์เอิร์ทในคะฉิ่นซึ่งลงทุนโดยนักธุรกิจชาวจีนทั้งหมด

“ผลกระทบที่หนักสุดคือ ชุมชนที่ใช้ทรัพยากรแม่น้ำ ลำธาร ป่า เดือดร้อนแสนสาหัสเพราะแผ่นดินที่ปนเปื้อน วิถีชีวิตชาวบ้านได้รับผลกระทบร้ายแรงมาก หลายพื้นที่ที่มีการทำเหมืองขณะนี้ต้องเผชิญปัญหาอย่างหนักถึงขนาดเอาชีวิตไม่รอด ปัญหาความมั่นคงของชีวิตก็หนักหนา เพราะเหมืองเหล่านี้ทำให้สิ่งแวดล้อมพังทลาย”

นักสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่นกล่าวว่า ช่วงปี 2551-2552  กองกำลังพิทักษ์ชายแดนคะฉิ่น(BGF)  ภายใต้ทหารพม่า และกลุ่ม New Kachin Democratic Army (NDAK) ซึ่งเป็นกองกำลังที่คุมพื้นที่ชายแดนพม่า รวมทั้งกองกำลังเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army-KIA/KIO)  ได้เจรจาหยุดยิง แต่กองกำลัง NDAK เติบโตขึ้นและกลายมาเป็นกองกำลังภายใต้การกำกับของทหารพม่า ทำหน้าที่เป็น BGF ซึ่งทั้ง 2 กองกำลังนี้ได้เริ่มให้มีนักลงทุนเข้ามาเปิดเหมืองแร่แรร์เอิร์ท

“พวกเราทำงานโบสถ์ ทำงานพัฒนาชุมชน ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าแรร์เอิร์ทคืออะไร แค่คิดว่าพวกเขาจะเข้ามาสร้างประเทศของเรา ทำรัฐคะฉิ่นเจริญขึ้น คำว่า earth ตอนนั้นได้ยินแค่ว่าเป็นการขุดแร่ยูเรเนียม”

Zung Ting กล่าวว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากจีนเปลี่ยนนโยบายโดยรัฐบาลกลางจีนมีนโยบายเรื่องทำเหมืองแรร์เอิร์ทในประเทศจีนที่เข้มงวดจนแทบไม่ให้มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ทในจีนแล้ว แต่เป็นการการแปรรูปแร่จากพื้นที่ต้นทางคือการขุดแร่ย้ายไปเอาที่อื่น ตอนนั้นในรัฐคะฉิ่นเอง การเมืองก็เปลี่ยนแปลงโดยกองกำลังเอกราชคะฉิ่นน KIA มีข้อตกลงหยุดยิงก็ต้องทำธุรกิจ จึงเสาะหาการทำเหมืองแร่ที่ราคาดี ทั้งสองกองกำลัง คือ KIA และ NDAF จึงทำเหมือนกันคือแรร์เอิร์ท  

“เหมืองเกิดขึ้นเยอะมาก เกิดใหม่ทุกปี จนกระทั่งปี 2564 เกิดรัฐประหารในพม่า เวลานั้นเหมืองแร่แรร์เอิร์ท คือบูมเลย โตเร็วมากๆ แถมยังมีเหมืองทอง เหมืองหยก อีกแต่ที่สำคัญคือไม่มีมาตรฐานการจัดการใดๆ ไม่มีการควบคุมโดยรัฐ จากเวลานั้นเหมืองบูมมากๆ”

เมื่อถามว่าไม่มีกฎหมายควบคุมการทำเหมืองแร่เลยหรือ Zung Ting กล่าวว่าพม่ามีกฎหมายที่ทำไว้ค่อนข้างดี กฎหมายเหล่านี้ออกในช่วงรัฐบาลอองซานซูจี ตนเองก็ได้เข้าประชุมเพื่อร่างกฎหมายและระเบียบเหล่านี้ในช่วงที่มีรัฐบาลประชาธิปไตย แต่พื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เช่น รัฐคะฉิ่น รัฐกะเหรี่ยง รัฐฉาน ต้องยอมรับว่ารัฐบาลพม่าเข้าไปไม่ถึงและควบคุมไม่ได้ ต้องเป็นเรื่องของกองกำลังในพื้นที่ซึ่งมีอิทธิพลในเขตของตนเอง ซึ่งไม่มีกฎมายเหมืองแร่ใดๆ สำหรับองค์กรประชาสังคม เราพยายามรณรงค์เรื่องนี้ ให้กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต้องรับผิดชอบด้วย แต่ความรุนแรงทางทหาร การสู้รบในพม่า ทำให้กฎหมายเหล่านี้ไม่มีความหมาย

เมื่อถามอีกว่าภาคประชาสังคมได้เคยสะท้อนปัญหาในรัฐคะฉิ่นให้ทางการจีนรู้หรือไม่ เขาตอบว่ายังไม่มีช่องทางเป็นทางการที่จะไปบอกจีน จนกระทั่งวันนี้เราก็ยังหาช่องทางไม่ได้เพราะพม่าอยู่ในความขัดแย้งมายาวนานเกินไป

“ทุกวันนี้เรายังหาทางต่อจีนไม่ได้ เราอยากจะแจ้งให้เขาทราบอย่างเป็นทางการ จริงๆ จีนเขาก็รู้ว่าทำเหมืองแบบนี้แล้ว ผลกระทบเป็นอย่างไร เขาจึงหยุดเหมืองในประเทศตัวเอง เหมือนว่าเอาแต่ประโยชน์ของตนเอง นี่เป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เขาเอาทรัพยากรจากแผ่นดินเราออกไปมหาศาล ทั้งป่าไม้ หยก ทองคำ  เพราะช่องว่างในรัฐคะฉิ่น จีนรู้ดีว่ากระทบสิ่งแวดล้อมรุนแรงอย่างไร การสู้รบในรัฐคะฉิ่นก็กระทบการลงทุนของเขา”

ถามว่ารายได้จากเหมืองส่งให้กองกำลังในพื้นที่อย่างไร เขาตอบว่าจริงๆ มีระเบียบที่กองกำลังอิสรภาพคะฉิ่น (KIA/KIO) เขียนไว้ แต่ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เป็นแบบการตกลงกันในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีคอรับชั่นสูงมาก มีการชดเชยบ้าง เช่น หากชุมชนร้องเรียนเรื่องผลกระทบก็ต้องค่าชดเชย

“เหมืองในพื้นที่ของ KIA และ BGF ก็มีอัตราค่าชดเชยไม่เท่ากัน ไม่มีมาตรฐานแน่นอน แล้วแต่ราคาตลาดท้องถิ่น เช่น พื้นที่ขนาดนี้ ชดเชยราคานี้ จริงๆ แล้วควรต้องจ่ายเยอะมาก หากทำตามกฎหมายของจีน แต่บอกได้เลยว่า ค่าชดเชยเท่าไรก็ไม่พอสำหรับชีวิตคนและสิ่งแวดล้อม”

นักปกป้องธรรมชาติชาวคะฉิ่นผู้นี้กล่าวว่า ปัจจุบันไม่มีตัวเลขชัดเจนว่ามีเหมืองแรร์เอิร์ทในคะฉิ่นเท่าไร เพราะไม่มีข้อมูลทางการ เท่าที่ทราบล่าสุดคาดว่ามีเหมืองแรร์เอิร์ทอยู่ราว 371 เหมือง และมีบ่อ leaching pools จำนวน 2,795 บ่อ ทั้งหมดนี้เป็นของชาวจีนร้อยเปอร์เซนต์ โดยมีหลายบริษัทหรือกลุ่ม ซึ่งเมื่อ พ.ศ.2555 จีนได้ออกกฎหมายคุมเหมืองในประเทศ ทำให้บริษัทเล็กๆ ดำเนินการทำเหมืองแร่ไม่ได้แล้วในจีน คนพวกนี้จึงต้องเข้ามาพม่า ส่วนมากเป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจจีนที่เป็นของพรรคคอมมิวนิสจีน

“พวกนี้คือไม่สามารถดำเนินการให้ถูกต้องได้ในจีน จึงแห่กันมาที่รัฐคะฉิ่น ซึ่งมีช่องว่างทางกฎหมาย มันง่ายที่พวกเขาจะได้รับใบอนุญาต นักลงทุนในคะฉิ่นคือจีนล้วนๆ และมีบริษัทลูกๆ เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งตอนนี้บูมสุดๆ”

เมื่อถามกระแสข่าวที่ระบุว่าจีนต้องการให้กองกำลังอิสรภาพคะฉิ่น (KIA/KIO) หยุดรบกับกองทัพพม่า ไม่เช่นนั้นจะไม่รับซื้อแร่แรร์เอิร์ท  Zung Ting หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า  เป็นข่าวที่ไม่ตรงความจริง และเป็นเรื่องทางการเมืองและการค้าชายแดนมากกว่า แต่ยอมรับว่า KIA ถูกจีนกดดัน ให้หยุดรบ แต่จีนบังคับ KIAไม่ได้ แม้จีนใหญ่มากและมีชายแดนติดกันรัฐคะฉิ่นยาว ซึ่ง KIA ได้ต่อรองเชิงยุทธศาสตร์กับจีนอยู่ โดยมีการปิดหรือควบคุมด่าน เพราะกองกำลัง KIA มีบทบาทมากสำหรับฝ่ายปฏิวัติของพม่า โดย KIA เป็นผู้นำหลักของขบวนการปฏิวัติในประเทศพม่าและในรัฐบาลเอกภาพ NUG (รัฐบาลเงา) ซึ่งกองกำลัง KIA มีบทบาทไม่ใช่แค่ในรัฐคะฉิ่น แต่ทั้งพม่า ดังนั้น KIA จึงต้องมีรายได้ ซึ่งมาจากการค้าชายแดน บางทีจีนก็กดดันด้วยการปิดด่าน 

เมื่อถามอีกว่าเมื่อเร็วๆนี้ได้มีผู้แทนสถานทูตสหรัฐฯเดินทางเข้าไปยังคะฉิ่น นักอนุรักษ์ชาวคะฉิ่นกล่าวว่า

กลุ่มเรา Kachin Resource Concern Group ได้พบตัวแทนสหรัฐ

“แต่ผมเองก็ไม่ชอบเพราะเมืองมิตจินาที่เคยสงบสุข แต่ดูท่าแล้วเหมือนว่าสหรัฐฯจะมาสนับสนุนทหารพม่า เขาไม่ควรมาตอนนี้ ไม่ควรมาเยือนหรือมาพูดตอนนี้ ผมไม่ชอบ คิดว่ารับไม่ได้ แต่ไม่รู้คนอื่นคิดอย่างไร เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ จะมาตอนนี้ทำไม มีวัตถุประสงค์อย่างไร แต่หลายกลุ่มอาจชอบ”

เขากล่าวด้วยว่า “ตอนนี้กองกำลังอิสรภาพคะฉิ่น KIA คุมพื้นที่การทำเหมืองแร่ในคะฉิ่น ทำให้สถานการณ์ดีกว่าเดิมมาก ๆ แม้จะไม่เพอร์เฟค แต่ก็ยังดี มีการเจรจาต่างๆ ที่ดีกว่าเดิม พยายามมีการควบคุม อย่างน้อยก็คือการเอารายได้จากเหมืองมาสนับสนุนขบวนการปฏิวัติ spring revolution กลุ่มปฏิวัติเพื่อประชาชน”

เมื่อถามว่า ความหวังสูงสุดของเขาอยากเห็นรัฐคะฉิ่นเป็นอย่างไร Zung Ting กล่าวว่าเป็นคำถามที่ใหญ่มาก

“เราก็คิดเรื่องนี้ตลอดในสถานการณนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งกองกำลัง KIA มีบทบาทสำคัญมาก และต้องมีรายได้ ส่วนตัวผมเองหวังอยากให้หยุดเหมืองแรร์เอิร์ท แต่คงไม่ถูกต้องในห้วงนี้ เราจึงขอให้ KIA และบริษัทจีนทำตามระเบียบ ทำเหมืองให้ยั่งยืนกว่านี้ ในอนาคตอันใกล้ เราอาจหยุดเหมืองบางแห่ง หรือให้ทำมีมาตรฐาน เพื่อประโยชน์เกิดกับประชาชนและสาธารณชนในการพัฒนาสังคมไปด้วยกัน แต่จะให้เหมืองทั้งหมดหยุดตอนนี้ คงเป็นไปไม่ได้ แต่ขอให้ทำเหมืองอย่างมีมาตรฐานกว่านี้ รับผิดชอบมากกว่านี้”

เมื่อถามว่าหากคะฉิ่นหยุดการทำเหมืองแรร์เอิร์ทจะกระทบต่อจีนมากน้อยแค่ไหน เขากล่าวว่า แร่แรร์เอิร์ทหนัก หรือheavy rare-earth elements (HREEs) สำคัญที่สุดในอุตสาหรกรรมแร่นี้ และมีจำนวนจำกัด เพราะไม่ได้มีอยู่ทุกที่ หากหยุดเหมืองในคะฉิน จีนย่อมได้รับผลกระทบแน่ ซึ่งจีนเข้ามาขุดเหมืองในบ้านเรามากมาย และอาจกระทบถึงตลาดโลกเลย หากวันหนึ่งบ้านเราสงบและเรามีรัฐบาลจากประชาชน ทำงานเพื่อให้ประโยชน์เกิดกับประชาชน เชื่อว่าจะต้องมีการปิดเหมืองแน่นอน

เมื่อถามว่าในรัฐฉานเพิ่งมีการทำเหมืองแรร์เอิร์ทและทำให้แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงมีสารโลหะหนักปนเปื้อน มีคำแนะนำอย่างไรสำหรับสังคมไทย ผู้มีประสบการณ์ชาวคะฉิ่นผู้นี้กล่าวว่า เป็นความท้าทายมากเพราะเบื้องหลังของแร่แรร์เอิร์ทเป็นเรื่องนานาชาติ ขณะนี้จีนไม่สามารถคุมกองกำลัง KIA ได้ เพราะ KIA มีการต่อรองอย่างมียุทธศาสตร์ และมีวิธีการต่อรองทางการทูต

“ KIA จะไม่ยอมอยู่ใต้จีนอย่างเด็ดขาด เขาทำเพื่อประชาชน จีนจึงหันไปหากองกำลังสหรัฐว้า (United Wa State Army) ซึ่งสั่งได้ง่ายกว่า ดังนั้นกรณีผลกระทบต่อประชาชนไทย คุณอาจจะต้องเจอปัญหาอีกมากเพราะในเขตว้าเขาคุมได้ คนไทยกับคนคะฉิ่นจึงต้องทำงานด้วยกัน เพราะเหมืองแรร์เอิร์ทในรัฐฉานจะต้องเกิดเพิ่มขึ้นแน่ๆ ในเขตว้า เพราว้า และโกก้าง เป็นลูกน้องของจีน แต่หากเราทำงานด้วยกันยกระดับให้เป็นประเด็นภูมิภาค แคมเปญด้วยกัน ผมว่ามีทาง”

————-

หมายเหตุ-ในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย มีการจัดเวทีสาธารณะจากคะฉิ่นถึงไทย “เหมืองแร่แรร์เอิร์ทกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งคุณ Zung Ting จะเดินทางมาเป็นวิทยากรด้วย ร่วมกับ ธารา บัวคำศรี, ผศ.นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มช. ,ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มช. ,ดร.สืบสกุล กิจนุกร มฟล. และ Seng Li, Shaba Foundation, Kachin State ดำเนินรายการโดย ผศ.สุรัชนี ศรีใย