
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว Khit Thit Media สื่อในพม่ารายงานว่าได้เกิดเหตุน้ำท่วมพื้นที่ใกล้เคียงของเมืองตะโข่ง ในเขตเมืองเนปีดอว์ เมืองหลวงของพม่า หลังจากที่ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยหน่วยงานบรรเทาทุกข์ในพื้นที่เร่งช่วยเหลือประชาชนนับร้อยคนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว
มีรายงานว่ามีการเตือนให้ประชาชนในเมืองปินมะนา พื้นที่ใกล้เคียง ให้เฝ้าระวังเหตุน้ำท่วมด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หน่วยบรรเทาทุกข์ในพื้นที่พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ นอกจากในเขตเนปีดอว์แล้ว
สำนักข่าว SHAN สื่อของไทใหญ่ รายงานว่า มีพายุและฝนตกอย่างต่อเนื่องในทะเลสาบอินเล สถานท่องเที่ยวชื่อดังทางภาคใต้ของรัฐฉาน ทำให้มีบ้านเรือนจำนวน 20 หลังคาเรือนถูกพายุพัดเสียหาย และยังทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบอินเลยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบคือหมู่บ้าน ‘หัวหนอง’ บ้าน ‘จ่างคำ’ โดยชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายในครั้งนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนในทะเลสาบอินเลได้ขนของไว้ที่สูงเพื่อเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุน้ำท่วม
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของพม่าได้เตือนว่า อิทธิพลของพายุคาจิกิ จะทำให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่มและฟ้าผ่า โดยนายอูวินหน่าย นักวิเคราะห์สภาพอากาศชาวพม่า โพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่า พม่าอาจมีฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยเฉพาะในเมืองตองจี เมืองกะลอ เมืองอ่องปาน ทางใต้ของรัฐฉาน นอกจากนี้ยังอาจมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของเขตมัณฑะเลย์ โดยช่วงบ่ายวันนี้ ประชาชนรายงานว่ามีฝนตกในบางพื้นที่ของย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปีดอว์ รวมถึงรัฐฉาน
นายอูวินหน่าย ระบุว่าจะมีฝนตกหนักเป็นระยะๆ ในวันที่ 27 และ 28 สิงหาคม แต่สภาพอากาศน่าจะดีขึ้นหลังจากวันที่ 29 สิงหาคม ขณะที่เมื่อปีที่แล้ว พายุไต้ฝุ่นยางิทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงทั่วพม่า
สำนักข่าว Mizzima รายงานว่า ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศประมาณ 2,000 คนในพื้นที่ทางตะวันตกของตำบล’หงั่นซุน’ เขตมัณฑะเลย์ กำลังป่วยด้วยโรคท้องร่วงและไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล “ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและโรคท้องร่วงระบาดอย่างกว้างขวาง การขาดแคลนน้ำบาดาลและปัญหาเรื่องน้ำดื่มเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้
“ผมสร้างส้วมขนาดเล็กบนเกาะ แต่ตอนนี้ระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นจนท่วมส้วม ทำให้ผู้คนต้องลุยน้ำ บางคนไม่มีที่พักอาศัยและอาหารที่เหมาะสม ผมจึงต้องรับคนมาดูแลเองมากกว่า 100 คน ยารักษาโรคได้หมดเกลี้ยง และเราไม่สามารถจัดการได้อีกต่อไป” เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์คนหนึ่งกล่าว
ทั้งนี้ผู้พลัดถิ่นภายในเหล่านี้ต้องอพยพออกจากถิ่นฐานเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีแล้ว โดยชาวบ้านเหล่านี้แทบไม่มีเงินช่วยเหลือจากผู้บริจาค โดยอาสาสมัครเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง สื่อพม่าระบุ“ผู้ที่ไม่ใช่เกษตรกรไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าว หลายคนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยการจับปลาหรือกบ บางคนต้องอดอยากเพื่อเลี้ยงลูกเล็ก ข้าวที่กักตุนไว้ก็หมดเกลี้ยงแล้ว” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว นอกจากนี้ เนื่องจากการจับกุม การสังหาร และการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องโดยกองทัพพม่า ทำให้ผู้พลัดถิ่นภายในเหล่านี้ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าและภูเขาบริเวณใกล้เคียง
“ผู้ที่ไม่ใช่เกษตรกรไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าว หลายคนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยการจับปลาหรือกบ บางคนต้องอดอยากเพื่อเลี้ยงลูกเล็ก ข้าวที่กักตุนไว้ก็หมดเกลี้ยงแล้ว” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว นอกจากนี้ เนื่องจากการจับกุม การสังหาร และการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องโดยกองทัพพม่า ทำให้ผู้พลัดถิ่นภายในเหล่านี้ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าและภูเขาบริเวณใกล้เคียง
ภาพจาก Khit Thit Media



