Search

แฉ“ส่วยสัญชาติ”ระบาดหนัก ฉวยมติ ครม. 29 ตค.67.หากินครึกโครม ชาวบ้านถูกเรียกเก็บหัวคิว 5,000-20,000 บาท สส.กัณวีร์จับมือ สส.สมดุลย์ลงพื้นที่ตรวจสอบ แนะนายกฯอนุทินลงดาบพวกเหลือบดูดเลือดประชาชน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายสมดุล อุตเจริญ สส.เขต 7 จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน และนายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม ได้เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ ภายหลังจากเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมาทั้งคู่ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านห้วยหมากเลี่ยม ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายชาติพันธุ์ดาราอั้งหรือปะหล่อง เนื่องจากมีการร้องเรียนว่าชาวบ้านถูกเรียกเก็บเงินเป็นค่าหัวคิวเพื่อแลกกับการขอทำบัตรประชาชนตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) 29 ตุลาคม 2567 ที่เร่งรัดการแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร

ทั้งนี้ชาวบ้านห้วยหมากเลี่ยมระบุว่า ในหมู่บ้านมีประชากร 1,800 คน ยังเหลืออีก 350 คนที่ยังค้างรอทำบัตรประชาชนตามมติครม.ดังกล่าว แต่ไม่สามารถยื่นเรื่องโดยตรงที่อำเภอได้โดยต้องจ่ายเงินหัวละ 5,000-20,000 บาทให้กับผู้ประสาน แต่เนื่องจากชาวบ้านมีฐานะยากจน ขณะเดียวกันชาวบ้านก็กังวลว่าจะเสียสิทธิเนื่องจากเข้าใจว่าต้องยื่นเรื่องและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน

“แค่ไปขอคัด ทร (สำเนาทะเบียนราษฎร) เขายังไม่ยอมให้เลยถ้ารู้ว่าเราจะเอาไปยื่นเรื่องขอสัญชาติ แต่ถ้าขอคัดเอาไปซื้อมอเตอร์ไซค์ เขาถึงยอม พวกเราเคยยื่นตั้งแต่ปี 2554 ก็ยังไม่ได้ เมื่อมาถามทางอำเภอบอกว่าไม่มีรายชื่อในระบบ ต้องทำใหม่ เรากลัวว่าจะไม่ทัน จะหมดสิทธิ์หรือไม่ พวกเราไม่กล้าไปติดต่อเพราะต้องเสียเงิน”ชาวบ้าน กล่าว

นายสมดุลย์ อุตเจริญ สส.จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า ชาวบ้านกลุ่มนี้มีคุณสมบัติถูกต้องในการขอสัญชาติไทย แต่กลับมีการเรียกเก็บเงินค่าหัวคิว ทำให้ประชาชนขาดโอกาสเพราะไม่มีเงิน ซึ่งตามกฏหมายไม่ควรต้องเสียเงิน

“เราได้สอบถามในทางลับ ว่ามีการเสียเงินจริง แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีใบเสร็จ เพราะการจ่ายเงินใต้โต๊ะแบบนี้หาใบเสร็จยาก เราไม่อยากจับผิดใคร แต่ขอให้อำนวยความสะดวกกับประชาชน ให้ได้รับความเป็นธรรม เราจึงต้องมาทำให้ชาวบ้านเห็นว่า การทำแบบนี้ไม่ต้องเสียเงิน”นายสมดุลย์ กล่าว

นายกัณวีร์ มติคณะรัฐมนตรีฉบับนี้เร่งรัดให้บุคคล 483,626 คนได้รับสัญชาติ แต่ตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ว่าถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับประชาชนที่ อ.ฝาง

ทั้งนี้นายสมดุล นายกัณวีร์และชาวบ้านได้เข้าพบ น.ส.ภัชรีภรณ์ ทาวดี ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานการปกครอง  อำเภอฝาง โดยน.ส.ภัชรีภรณ์กล่าวในวงหารือว่า ว่าที่ ร.ต.นพรัตน์ ศุภกิจโกศล นายอำเภอฝาง ติดภารกิจ จึงมอบหมายให้ ปลัดอำเภอมาชี้แจงแทน

น.ส.ภัชรีภรณ์ กล่าวว่า มติครม.29 ตุลาคม 2567 เริ่มให้ผู้มีสิทธิ์มาแสดงตนตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดยทางอำเภอได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ในการรับคิววันละ 150 คิวผ่านกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อกำหนดวันยื่นเอกสาร ซึ่งตามขั้นตอน เมื่อเอกสารครบ ให้ส่งทางตำรวจตรวจสอบประวัติอาชญกรรม ซึ่งกำหนดภายใน 5 วัน เมื่อเรียบร้อยก็จะเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ทร.14 และถ่ายบัตรประชาชน ซึ่งจะจ่ายเพียงค่าธรรมเนียม 100 เป็นค่าเพิ่มชื่อใน ทร.14 และ 60 บาท เป็นค่าถ่ายบัตรประชาชน ยืนยันว่าไม่มีการเรียกรับเงินแต่อย่างใด

“ยืนยันว่าการมายื่นขอสัญชาติไม่เสียค่าใช้จ่าย ทางอำเภอได้กำชับการเรียกรับผลประโยชน์ ว่าไม่มีเด็ดขาด เราได้ประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางว่าไม่มีการเรียบรับใดๆ จะมีเพียงค่าธรรมเนียม เพิ่มชื่อ 100 บาท ค่าทำบัตรประชาชน 60 บาท รวม 160 บาทเท่านั้น” ปลัดอำเภอ กล่าว

น.ส.ภัชรีภรณ์ ปลัดอำเภอฝาง เปิดเผยเพิ่มเติมภายหลังการหารือว่า ในวันนี้จะให้คิวชาวบ้านห้วยหมากเลี่ยมที่มากว่า 160 คน ซึ่งมีคิวเหลืออยู่ 100 คน ได้จัดเจ้าหน้าที่รับเรื่องและเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนข้อกังวลของชาวบ้านว่าจะหมดเวลาในช่วง 30 กันยายน 2568 ทางอำเภอก็ยังไม่มั่นใจว่าจะต้องให้ยึดตามช่วงเวลาไหน หรือจะนำหลังการเริ่มเปิดให้ขอสัญชาติ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ซึ่งหากต้องจบภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เหลือเวลา 15 วัน ทางอำเภอได้ดำเนินการไปได้แล้วประมาณ 5,000 คน จากที่ยอดผู้สิทธิ์ 22,000 คน ยังเหลือ 17,000 คน หากทำได้วันละ 100 คน ก็เชื่อว่าเวลาที่เหลืออยู่จะทำได้เพียง 1,500 คน ซึ่งไม่เพียงพอ

นายกัณวีร์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่ได้ยินและเห็นคือ จำนวนเจ้าหน้าที่ของอำเภอน้อยมากครับ ต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคประชาสังคมมาร่วมลงทะเบียนและดำเนินการ เครื่องมือเครื่องใช้น้อยมาก ทั้งปริ้นเตอร์ กระดาษ ฯลฯ เมื่อเทียบกับจำนวนกลุ่มประชากร ห้วงเวลาของการทำไม่ชัดเจน บ้างก็ว่า 1 ปีหลังมติ ครม. บ้างก็ว่า 1 ปีหลังการบังคับใช้ บ้างก็ว่าไม่มีกรอบเวลา”

นายกัณวีร์ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินการหลังจากนี้ จะต้องไปหาคำตอบจากส่วนกลางในเรื่องความช่วยเหลือจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยว่าจะสนับสนุนงานของอำเภอต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างไรและกรอบเวลาทำงานจะเป็นอย่างไรบ้าง รวมทั้งความเป็นไปได้ในการมีอำเภอเคลื่อนที่เข้าหาพี่น้องประชาชนเพื่ออำนวยความสะดวกต่อไป

“แต่ที่สำคัญคือเรื่องส่วยสัญชาติ มันต้องมีมูลความจริง มีการเรียกรับเงินและให้จริงๆ ลองคำนวนดูคร่าวๆ นะครับ คนทั้งหมด 483,626 คน เรียกเก็บเฉลี่ยคนละ 5,000 บาท คำนวนแล้วจะเป็นเงิน 2.4 พันล้านบาท ฝากท่านนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย หากเป็นความจริงลงดาบผู้เกี่ยวข้องที่มาหากินกับความเป็นมนุษย์ด้วย เขาคือคนไทยทั้งนั้นครับ การอยู่อย่างไม่มีตัวตนมานานหลายทศวรรษและถูกหากินอย่างนี้มานาน หากเราทำให้เรื่องผิดปกติ เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เราจะเป็นคนไม่ปกติทันที ” นายกัณวีร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้มีการร้องเรียนเรื่องประชาชนที่ทำบัตรประชาชนถูกเรียกเก็บส่วยเช่นเดียวกับที่ อ.ฝาง โดยเรียกหัวละนับหมื่นบาท แต่ได้มีการนำข้อมูลออกมาแฉทางออนไลน์  ทำให้ขบวนการหากินดังกล่าวยกเลิกไป เช่นเดียวกับที่อำเภอชาวแดนในจังหวัดตาก ทั้ง อ.แม่สอด อ.แม่ระมาด อ.ท่าสองยาง อ.พบพระ ชาวบ้านที่ควรได้รับบัตรประชาชนตามมติ ครม.ต้องถูกเรียกเก็บเงินหัวละ 4,000-10,000 บาท โดยชาวบ้านจำนวนหนึ่งยอมจ่ายเพราะหากโวยวายกลัวว่าจะไม่ได้รับบัตรประชาชน ขณะเดียวกับขบวนการหากินเหล่านี้มีทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนันที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอ และส่งส่วยต่อไปยังผู้บริหารระดับสูงขึ้นเป็น

ด้านนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าตนเองได้รับเบาะแสมาบ้าง และเมื่อทราบข่าววันนี้ได้เรียกประชุมด่วน พร้อมออก 5 มาตรการ เน้นย้ำให้ทุกพื้นที่ทำตาม มติคณะรัฐมนตรี คือ1.ห้ามเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และห้ามเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ 2.ให้สำนักงานจังหวัดเปิดช่องทางร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม และเพิ่มช่องทางให้ส่งมาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่โดยตรง โดยทางออนไลน์ หรือโทร 1567 

3.ตั้งคณะทำงานตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ว่าเป็นกลุ่มตามมติ ครม.หรือไม่ และ ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รวดเร็วที่สุด

4.ในวันพุธ ที่ 17 ก.ย.ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จะลงพื้นที่ในอำเภอทางเหนือ เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น กำชับให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม พร้อมกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รับรองเอกสารอย่างถูกต้อง

“เรื่องนี้เป็นที่รับรู้ว่าเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลนะครับ ถ้ามีข้อมูลกระทำผิดจริง ต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด เอาจริง ผมไม่เกี่ยวข้อง เพิ่งย้ายมาใหม่ เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้ ต้องให้เห็นเป็นประจักษ์ครับ”นายทศพล กลาว

ผู้ว่าราชการเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เข้าหลักเกณฑ์เข้ารับคำขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร มาตรา 17 พรบ.ตรวจคนเข้าเมืองฯ และการขอสัญชาติ ตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ตามมติ ครม.วันที่ 29 ต.ค.2567 จำนวน 88,524 คน  แบ่งเป็นผู้มีสิทธิ ตาม ม.17 กฏหมาย ตม.จำนวน  75,749 คน

ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.68 ถึง วันที่ 14 ก.ย.68 มีผู้เข้ามายื่นคำขอให้ได้สิทธิอยู่โดยชอบด้วยกฏหมาย ยื่นมาแล้ว 24,682 ราย ประมาณ 32.60 % อนุมัติไป 21,679 คน ร้อยละ 28.62% คนที่ขาดคุณสมบุติ 349 ราย ซึ่งสามารไปยื่นอุทธรณ์ได้ และอยู่ระหว่างการพิจารณา 2,664 คน 3.52%

ส่วนผู้มีสิทธิตาม ม.7 ทวิ วรรค 2 ที่สามารถยื่นขอสัญชาติไทย มีจำนวน 12,775 คน ยื่นอยู่ 2,439 คน หรือ 19.09% ได้บัตรประชาชน อนุมัติแล้ว 1,907 คน ขาดคุณสมบัติ 141 คน หรือ 1.1 % ขาดคุณสมบัติ 141 ราย  อยู่ระหว่างพิจารณา 391 ราย

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ข้อกำหนดการยื่นคำขอรับสิทธิเริ่มนับตั้งแต่ 30 มิ.ย.68  ที่เมื่อยื่นแล้วต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และทำภายใน 1 ปี จึงยังมีเวลา แต่ได้กำชับให้มีการเร่งรัดตามขั้นตอน และเตรียมประสานทำความเข้าใจกับประชาชนให้ได้รับสิทธิตามกฏหมาย และคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน

—————