เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 นายสมดุลย์ อุตเจริญ สส.เขต 7 จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เปิดเผยว่าในวันที่ 18 กันยายน เวลา 10.00 น.ตนจะเดินทางไปพบอธิบดีกรมการปกครอง เพื่อยื่นหนังสือขอให้แก้ไขปัญหา “ส่วยสัญชาติ” ทั้งนี้เนื่องจากตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ อ.ฝาง อ.แม่อาย และอ.ไชยปราการ ว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองบางรายมีพฤติการณ์เรียกรับเงินสินบนหรือ “ส่วย” เพื่อแลกกับการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิการขอสัญชาติไทย มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 (ประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568) ที่กำหนดให้ประชาชน 483,626 คน สามารถยื่นขอสัญชาติและสิทธิทะเบียนราษฎร โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น (ค่าขึ้นทะเบียนบ้าน ทร.14 จำนวน 100 บาท และค่าบัตรประจำตัวประชาชน 60 บาท)
“ชาวบ้านจำนวนมากร้องเรียนผมว่ามีการเรียกรับเงินตั้งแต่ 5,000 – 80,000 บาทต่อราย หากไม่จ่ายจะถูกปฏิเสธ อีกทั้งบางรายยังถูกข่มขู่จนไม่กล้ามาดำเนินการขอสิทธิ์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถจ่ายได้ ซึ่งถือเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพอย่างร้ายแรง”นายสมดุลย์ กล่าว
สส.เชียงใหม่กล่าวว่า ยังพบปัญหาการให้บริการของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะที่อำเภอฝาง ซึ่งมีประชาชนกว่า 40,000 คน รอรับสิทธิ แต่ทางอำเภอฝาง ตรวจรับเอกสาร และสถานีตำรวจอำเภอฝาง สามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ได้เพียงวันละประมาณ 100 ราย ทำให้การดำเนินการล่าช้า ประชาชนกังวลและเข้าใจว่าจะหมดสิทธิ์ภายในเดือนกันยายนนี้
นายสมดุลย์กล่าวว่า ขอให้อธิบดีกรมการปกครอง ตรวจสอบการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่มีพฤติการณ์เรียกรับส่วยหรือสินบน พร้อมดำเนินการทางวินัยและกฎหมายอย่างเด็ดขาด และกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามของมติคณะรัฐมนตรี ประชาสัมพันธ์ระยะเวลาและขั้นตอนการให้บริการอย่างชัดเจน และพิจารณาสนับสนุนและจัดสรรเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมในพื้นที่มีจำนวนประชาชนจำนวนมาก เช่น อำเภอฝาง
นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า ตนได้ขอหารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง “ส่วยสัญชาติ” หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชน และได้ลงพื้นที่ร่วมกับ นายสมดุลย์ อุตเจริญ สส.เขต 7 จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน พบว่ามีการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการเรียกสินบน รับส่วยจึงมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือ 1.กำจัดคอรัปชั่น ทำอย่างไรไม่ให้เกิด ส่วยสัญชาติขึ้น 2.ต้องสร้างมาตรการจากส่วนกลาง 3.ทำอำเภอเคลื่อนที่ เพิ่มช่องทางให้การเข้าถึงได้มากขึ้น 4.ต้องให้ส่วนกลางสนับสนุนงบประมาณ และกำลังพลกับอำเภอในการจัดการอย่างเป็นระบบ 5.ชี้แจงกรอบดำเนินการให้ชัดเจน
“เรื่องนี้สำคัญนะครับ ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมจาก UNHCR ที่ร่วมยุติการไร้รัฐไร้สัญชาติ เราต้องไม่ให้มีคนฉวยโอกาสหากินกับคน คนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิตามกฎหมายไทย เพราะอาศัยอยู่ในไทยมานาน บุตรของคนกลุ่มนี้ก็มีสิทธิขอสัญชาติไทย ไม่ใช่คนกลุ่มใหม่แต่อย่างไร บางคนอยู่มา 50-60 ปีแล้ว และกระบวนการนี้ก็รอคอยกันมากว่า 20 ปี บางคนรอคอยวันนี้มายาวนานครับ”นายกัณวีร์ กล่าว
ขณะที่นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดเชียงรายนั้น ผู้ว่าราชการฯได้เรียกประชุมนายอำเภอทุกอำเภอเพื่อเน้นย้ำให้มีการปฎิบัติตามมติครม. 29 ตุลาคม 2567 และมีการประชุมติดตามผลในช่วงแรกๆทุกสัปดาห์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เป็นไปโดยเรียบร้อย ที่สำคัญได้เน้นย้ำเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์โดยเด็กขาด
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่เกิดการร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งในที่ อ.แม่สาย ได้มีการแก้ไขอย่างไร นายประเสริฐ กล่าวว่า เป็นเพียงแต่มีกระแสข่าวเข้ามาซึ่งผู้ว่าราชการฯได้ลงพื้นที่และกำชับทั้งในส่วนของอำแภอและกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านห้ามเรียกรับผลประโยชน์ และมีการปรับกระบวนการให้รวดเร็วขึ้นเพราะช่วงแรกมีการจัดคิวและตารางเพราะมีคนเยอะ แต่สามารถดำเนินการได้จำกัด และมีคนอยากได้เร็วๆ จึงเกิดการร้องเรียน
“นโยบายนี้ใช้เวลา 1 ปี แต่ภายในสิ้นปีงบประมาณนี้เราอยากให้เรียกมาให้หมด แต่ทำไม่หมดอยู่แล้ว เพราะบางส่วนทำงานอยู่ต่างพื้นที่ จึงต้องมีการเก็บตกอีก”นายประเสริฐ กล่าว
ด้านนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ที่ว่าการอำเภอฝาง เพื่อติดตามการยื่นขอสถานะบุคคลและสัญชาติไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี 29 ตุลาคม 2567 หลังมีข่าวการเรียกเงินจากบุคคลที่ได้รับสิทธิ โดยประชาชน 8.8 หมื่นคน มีชื่ออยู่ในฐานระบบที่มีการสำรวจมากวก่า 12 ปีแล้ว จึงมั่นใจได้ว่า จะไม่มีการแฝงตัว หรือสับเปลี่ยนตัวได้ ซึ่งมติครม.นี้ช่วยเร่งรัดให้กระบวนการแล้วเสร็จ หลังจากยื่นคำขอภายใน 5 วัน
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ต้องทำให้ดีที่สุด ให้โปร่งใส ไม่ให้เรียกรับประโยชน์ นอกจากค่าธรรมเนียม ต้องประกาศให้ชัดเจน ให้ประชาชนไม่เสียสิทธิ ตนลงพื้นที่มายืนยันว่าทุกคนมีหน้าที่ทำตามมติคณะรัฐมนตรี ถ้าตรวจสอบพบการกระทำผิดจริงต้องสั่งลงโทษ
————-
