
“จริงๆ แล้วเราทำงาน เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ เลี้ยงครองครัว ไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนใดๆ แต่ปัญหาชายแดนทำให้พวกเรารู้สึกวิตกกังวล เขาจะปิดด่านถาวรหรือไม่ เราจะกลับไปหาครอบครัวได้หรือไม่” แสง รี (Saing Ry) แรงงานชาวกัมพูชาระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจ
ในเวทีเล็กๆเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้จัดเสวนาสถานการณ์แรงงานกัมพูชาในไทย หัวข้อ Ants between Elephants- Cambodian Migrant Workers in Thailand โดยมีตัวแทนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนไทย ตัวแทนนายจ้างไทย และบุคคลทั่วไปที่สนใจสถานการณ์เข้าร่วม
“หลายคนยังเชื่อมั่นจึงอยู่ต่อ ส่วนที่กลับไป (กัมพูชา) ไม่ใช่ว่าจะมีงานทำ แต่เขาต้องการความปลอดภัยไว้ก่อน บางคนกลับไปแล้วก็อยากกลับมาไทยอีกเพราะเขาเจอนายจ้างที่ดีที่ไทย ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างยังดีอยู่ แต่ลูกจ้างกลับมาไม่ได้เพราะด่านปิด หากจะกลับต้องมาทางเครื่องบิน บางส่วนมีช่องทางธรรมชาติ ที่ต้องเสียเงิน 4-8 พันบาท นายจ้างบางส่วนผูกผันกับพวกเรา เขาบอกไม่ให้กลับ (ไปกัมพูชา) เขาบอกว่าจะปกป้องจากคนทำร้ายให้ แต่บางคนก็ขอกลับไปก่อน แล้วค่อยกลับมาอีก นายจ้างบางคนยังให้เงินพวกเราล่วงหน้าไปก่อน” แสงรี สะท้อนถึงความผูกพันในมุมดีระหว่างนายจ้างชาวไทยกับลูกจ้างชาวกัมพูชา
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ทำให้ความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
“อาชีพในสวนผลไม้ (ที่ภาคตะวันออก) เป็นอาชีพใหญ่ที่สุดในชายแดน และรายได้ดี แต่ความขัดแย้งชายแดนทำให้ประชาชนเดือดร้อน ชาวกัมพูชาต้องการกลับมาทำงานที่ไทยแต่ด่านปิด ส่วนนายจ้างก็ต้องการแรงงาน เราตั้งใจมาทำงานหาเงินสร้างครอบครัว ปัญหาที่เกิดขึ้นสร้างความเกลียดชังสูงมาก บางคนถูกทำร้าย อยากให้ช่วยกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา”ในนามตัวแทนของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยที่ยังเหลือเพียง 20% ของจำนวนแรงงานกัมพูชาทั้งหมดที่เคยมีในประเทศไทย แสงรีพยายามอธิบายให้เกิดความเข้าใจกันและหาทางแกไขปัญหา
แสงรีทำงานอยู่ในประเทศไทยมากว่า 20 ปี เธอมีความผูกพันกับสังคมไทยมาก เพราะที่นี่เป็นเสมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของเธอ ทุกคำพูดของแสงรีจึงออกจากความรู้สึกซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้ผู้ร่วมกัน
ขณะที่ทูลา เมือน (Tola Moeun) ผู้อำนวยการองค์กร Center for the Alliance of Labor and Human Rights (CENTRAL) ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิของผู้ใช้แรงงาน กล่าวผ่านระบบออนไลน์ว่า มีแรงงานกัมพูชากว่า 9 แสนคน เดินทางจากประเทศไทยกลับกัมพูชา เขาได้ทำวิจัยสำรวจและสัมภาษณ์ผู้ที่เดินทางกลับกว่า 800 คนพบว่า 80% ของแรงงานที่กลับไปต้องการความช่วยเหลือด้านอาหารซึ่งสำคัญที่สุด ซึ่งกว่า 57% บอกว่าอยากทำงานในประเทศกัมพูชา แต่อีก 30% อยากกลับมาทำงานที่ประเทศไทย ส่วนที่เหลือยังไม่ตัดสินใจ
“สิ่งที่เรากังวลคือคนที่ข้ามพรมแดนกลับเข้าไทยเพราะเสี่ยง เป็นกากรผลักดันให้เข้าไปสู่กระบวนการค้ามนุษย์ อยากให้ช่วยกันคิดว่าแรงงานข้ามชาติมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างเศรษฐกิจ และพวกเขาจะได้รับความปกป้องคุ้มครองได้อย่างไร”ทูลา เมือน รู้สึกเป็นห่วงในสถานการณ์อันเข้มงวดอาจทำให้นายหน้าค้าความจนทั้งหลายใช้เป็นช่องทางในการหากิน
เช่นเดียวกับฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters กล่าวว่า สถานการณ์ที่น่าห่วงคือเมื่อแรงงานกัมพูชากลับไป หากแรงงานเหล่านั้นต้องการกลับทำงานอีกแต่ไม่สามารถเข้ามาตามช่องทางปกติได้ ทำให้กลายเป็นช่องว่างเกิดขบวนการค้ามนุษย์และแรงงานผิดกฎหมายแสวงหาประโยชน์
“จริงๆแล้วเรื่องแรงงานควรอยู่เหนือความขัดแย้ง บางครั้งสงครามอาจต้องก้าวข้ามการละเมิดความเป็นมนุษย์ เพราะพวกเขาควรมีสิทธิ ควรได้รับการคุ้มครองการทำงาน ไม่อยากให้เกิดการเกลียดชัง ทั้งๆที่เขาเข้ามาทำงานถูกกฎหมาย”
ขณะที่นิลุบล พงษ์พะยอม นายจ้างที่ใช้แรงงานข้ามชาติ(กลุ่มนายจ้างสีขาว) กล่าวว่าตั้งแต่เกิดเหตุปะทะกัน กลุ่มนายจ้างสีขาวได้หารือกัน ทุกคนแตกตื่น ไม่ใช่แค่แรงงานเท่านั้น แม้แต่ผู้ประกอบการก็เช่นกัน เพราะไม่รู้จะอยู่กันอย่าไง
“คืนนั้นเราได้รับรายงานจากน้องๆในทีมว่ามีการไล่ล่าแรงงาน เพราะเห็นด้วยกับการสู้รบและเหยียดแรงงาน มีนายจ้างบอกว่ามีน้องๆแรงงานถูกทำร้าย เราคิดว่านิ่งเฉยไม่ได้แล้ว เราแจ้งนายจ้างคนนั้นว่าให้รีบพาแรงงานไปโรงพยาบาลก่อน คืนนั้นน้องๆแรงงานฟังข่าวจากหน้าเฟสบุค คนไทยบางกลุ่มเหยียดเพราะไม่เข้าใจความเป็นคนที่เท่ากัน เขาพยายามปลุกกระแสคลั่งชาติให้เกิดขึ้น เราอยากให้คนเข้าใจว่าสงครามควรอยู่ในสนามรบ ไม่ใช่อยู่ทุกที่ในสังคมไทย มีความพยายามปลุกกระแสนี้”กลุ่มนายจ้างสีขาว และนิลุบล พยายามออกมาปกป้องลูกจ้างชาวกัมพูชาซึ่งทำงานร่วมกันด้วยดีมาโดยตลอด ท่ามกลางประแสคลั่งชาติที่ถูกปลุกอย่างต่อเนื่อง และพร้อมคุกคามทุกคนที่ไม่เห็นด้วย
“ยังมีกลุ่มคนคลั่งชาติที่ไม่ถูกสถานที่ ถ้าคุณรักชาติจริง ต้องคิดว่าชาติอยู่อย่างไรที่จะไม่มีสงคราม น้องๆกลับออกไปมากในทุกกิจการ บางกิจการออกไปทั้งหมดโดยเฉพาะประมงซึ่งเป็นแรงงานกัมพูชา เช่นเดียวกับแรงงานภาคเกษตร จนถึงวันนี้เรายังไม่เห็นรัฐบาลเข้ามาดูแลผู้ประกอบการกลุ่มนี้เลย อย่าลืมว่าเราต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน นี่คือพื้นฐานของประเทศ”
นิลุบลเห็นว่า หากรัฐบาลยังไม่จริงใจแก้ปัญหา เรื่องเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เราคาดหวังว่าจะเห็นรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหยุดการสู้รบและเจรจากัน
“เรื่องการเหยียด การใช้กระแสเกลียดชัง มันไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อให้ปั่นกระแสความคลั่งชาติ สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ ต่างคนต่างสาดโคลนใส่กัน ทุกคนต่างก็เปื้อนเหมือนกัน”ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว กล่าว