Search

ผู้นำทหาร KNPP เชื่อสารพิษแม่น้ำสาละวินมาจากเหมืองของชาวจีนในรัฐฉาน เผยคะเรนนีทำเหมืองดีบุกนับร้อยปีไม่เคยมีปัญหา นักวิชาการจี้รัฐแก้ปัญหาให้ทันท่วงที-ใช้บทเรียนแม่น้ำกก

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายพลบีทู ผู้นำทหารของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party-KNPP) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการตรวจพบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำสาละวิน ว่าตนเองก็ไม่แน่ใจว่าสารโลหะหนักเหล่านี้มาจากที่ใด แต่เหมืองแร่ดีบุกที่ทำในรัฐคะเรนนีนั้น ทำมาแล้วนับ 100 ปีซึ่งไม่เคยมีปัญหาเลย เข้าใจว่าอาจเกิดจากการทำเหมืองแร่ของคนจีนในรัฐฉานมากกกว่า

ด้านนายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ตอนนี้ทุกคนริมแม่น้ำสาละวินต่างกังวลใจกับสถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักของน้ำสาละวินโดยไม่มีใครกล้าสัมผัส แต่การขนส่ง และการเดินเรือยังเป็นปกติ ส่วนการปนเปื้อนในปลานั้นยังไม่ชัดเจนว่ามีสารปนเปื้อนหรือไม่ ทุกคนยังไม่แน่ใจว่ายังกินปลาได้หรือไม่ ดังนั้นจึงอยากให้ผู้เชี่ยวชาญลงมาตรวจสอบเป็นการด่วน เพราะปลาเป็นเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน เพราะเมื่อมีข่าวทำให้คนไม่กล้าซื้อปลา รวมถึงเมนูปลาสาละวินตามร้านอาหารต่างๆ

“ส่วนน้ำกินน้ำใช้ส่วนใหญ่ 6-7 หมู่บ้านริมแม่น้ำสาละวินใช้ประปาภูเขา นอกจากคนที่อยู่บ้านแพบนแม่น้ำสาละวิน ได้กรองน้ำและต้มกินแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้คือรัฐควรช่วยประชนหาแหล่งน้ำใหม่คือเจาะบ่อบาดาลของลำห้วยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เพราะทุกหมู่บ้านต่างมีลำห้วยไหลผ่านซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว” นายก อบต.แม่สามแลบ กล่าว

ผศ.ดร.มาลี สิทธิเกรียงไกร อาจารย์ประจำศูนย์ชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าไม่เกินความคาดหมายที่แม่น้ำสาละวินจะปนเปื้อนด้วยสารโลหะหนัก เนื่องจากแม่น้ำสาละวินไหลผ่านรัฐฉาน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการทำเหมืองแร่จำนวนมาก แต่บริบทชีวิตผู้คนที่อยู่ริมแม่น้ำกกกับแม่น้ำสาละวินต่างกัน แม้ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์  แต่กรณีแม่น้ำกก ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เช่น ไทใหญ่ อาข่า กะเหรี่ยง ลาหู่ ไทแซ่ม ไทเขิน ต่างได้ผสมกลมกลืน และมีสถานะเป็นพลเมืองไทย ขณะที่แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำที่เชื่อมโยงคนสองประเทศ คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ฝั่งพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ฝั่งไทย ขณะนี้กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำสาละวินได้รับข่าวคราวการปนเปื้อนสารหนูที่เกินค่ามาตรฐาน แต่ไม่รู้ว่าอันตรายมากน้อยแค่ไหน จะต้องปฏิบัติตนอย่างไร ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบและช่วยเหลือ

อาจารย์ประจำศูนย์ชาติพันธุ์และการพัฒนา กล่าวว่าพื้นที่สาละวินตะวันตก มีความหลากลหลายทางชาติพันธุ์และยังประกอบด้วยค่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ คนเหล่านี้พึ่งพิงแม่น้ำสาละวินเป็นหลัก ทั้งดื่ม กิน อาบ และทำการเกษตร ในช่วงฤดูฝนยังพอมีแม่น้ำสาขาหล่อเลี้ยงในชีวิตประตำวัน  แต่ในช่วงฤดูแล้ง แม่น้ำสาขาเหล่านี้จะเหือดแห้ง ทางเลือกของคนเหล่านี้อยู่ที่ไหน ในทุกปีได้ใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวิน เมื่อแม่น้ำสาละวินกลายเป็นแม่น้ำพิษ คนสาละวินตะวันตกจะทำอย่างไร

 ผศ.ดร.มาลีกล่าวว่า ส่วนแม่น้ำสาละวินฝั่งตะวันออก ก็ล้วนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยและเกิดในแผ่นดินไทย มีสถานภาพเป็นคนไทย แต่หมู่บ้านเหล่านี้ล้วนห่างไกล การคมนาคมลำบาก ใช้น้ำประปาภูเขาเพื่อดื่มและกิน  ส่วนการเกษตรก็พึ่งพิงแม่น้ำสาขาและแม่น้ำสาละวินเป็นหลัก โดยราวเดือนมกราคม ระดับน้ำแม่น้ำสาละวินจะลดลง พร้อมกับการทิ้งตะกอนดินที่เป็นปุ๋ยสำหรับการเพาะปลูก ประชาชนทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ต่างได้พึ่งพิงพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวินสำหรับการเพาะปลูกใบยาสูบ งา มะเขือ ถั่วต่าง ๆ ซึ่งเป็นทั้งการบริโภคภายในครัวเรือนและขายสร้างรายได้  กรณีประชาชนฝั่งตะวันตก ยังปลูกพืชผักสวนครัวจำนวนมาก

“หากแม่น้ำสาละวินแปรเปลี่ยนไปเพราะกิจการเหมืองแร่ ที่เอากำไรและผลประโยชน์ตนเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งและการช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกันเอง และระหว่างรัฐกับรัฐ  ผลผลิตของกิจการเหมืองแร่นำกำไรและความสุขสบายให้กับคนเหล่านี้ แต่ทิ้งความทุกข์ยากให้คนท้องถิ่นริมน้ำ ซึ่งคนเหล่านี้ต่างเผชิญความทุกข์ยากจากความขัดแย้ง การต่อสู้และการไม่ได้รับการพัฒนาจากรัฐ จะต้องมาเจอกับวิกฤตแม่น้ำสาละวิน  จึงเป็นการเบียดขับและซ้ำเติมความทุกข์เพิ่มมากขึ้นอีก”ผศ.ดร.มาลี กล่าว

นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า เพื่อให้การปนเปื้อนสารโละหนักในแม่น้ำสาละวินได้รับการแก้ไขได้ทันท่วงที รัฐไทยควรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ และนำบทเรียน(ล้มเหลว)จากการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนแม่น้ำกก สาย รวก มาปรับใช้กับแม่น้ำสาละวิน รัฐควรยอมรับความจริงและฟังเสียงคนท้องถิ่นให้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ Shan Human Rights Foundation (SHRF) ได้เผยแพร่รายงานซึ่งระบุว่าบริเวณต้นน้ำสาละวิน ในลำน้ำสาขาเขตรัฐฉานซึ่งอยู่ในเขตเมืองป๊อก พื้นที่ในปกครองของกองกำลังว้า UWSA ใกล้ชายแดนจีน มีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ทมากถึง 26 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อ่านข่าว https://transbordernews.in.th/home/?p=43056 )

————-