เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาปฎิบัติภารกิจที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อติดตามการปราบปรามสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และการช่วยเหลือชาวต่างชาติจากเคเคปาร์ค เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา โดยมีการส่งกลับชาวอินเดีย 195 คน ที่ทางการไทยได้ให้การช่วยเหลือมาตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา จากจำนวนชาวอินเดียทั้งหมด 465 คน
ทั้งนี้รัฐบาลอินเดียได้ส่งเครื่องบินทหารมารับชาวอินเดียกลับประเทศ โดยนายนาเคศ สิงห์ (His Excellency Mr. Nagesh Singh) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง ซึ่งนายอนุทินได้หารือกับเอกอัครราชทูตอินเดีย ก่อนเดินทางไปส่งทุกคนถึงเครื่องบิน
ระหว่างที่นายอนุทินเดินทางมายังท่าอากาศยานแม่สอด ชาวบ้านแม่กุใหม่ท่าซุง ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการระเบิดอาคารในเคเค ปาร์ค ของกองทัพเมียนมา และกองกำลัง BGF ทำให้มีสะเด็ดระเบิดมาตกที่บ้านชาวบ้านฝั่งไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม ทำให้ บ้านเรือนและพื้นที่บริเวณบ้านได้รับความเสียหาย รวม 29 ราย โดยชาวบ้านระบุว่าต้องอยู่ในความหวาดกลัว เด็กหวาดผวา ไม่กล้าออกจากบ้าน
นายณัฐวัตร วงษ์แวว ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ชาวบ้านอยู่กับความหวาดกลัวและอันตราย มากว่า 17 วันแล้ว มีเสียงระเบิดดังทุกวัน และมีสะเก็ดระเบิดมาตกที่บ้านชาวบ้านของไทย จึงอยากขอให้นายกรัฐมนตรี เร่งเจรจา ชาวบ้าน พวกตนเห็นด้วยกับการปราบปรามสแกมเมอร์ แต่ควรใช้วิธีทำลายอาคารด้วยรูปแบบอื่น
“เราเห็นด้วยและอยากให้ปราบปรามสแกมเมอร์ แต่การที่ฝั่งเคเคปาร์ค ระเบิดอาคาร ซึ่งคิดว่าไม่มีคนอยู่แล้ว ได้ส่งผลกระทบกับคนไทย จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเจรจาหาทางว่าควรใช้วิธีอื่นดีกว่าทิ้ง” นายณัฐวัตร กล่าว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายสวนิต สุรยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดตาก พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ลงพื้นที่เพื่อดูการปฏิบัติการส่งตัวชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองให้กลับภูมิลำเนา เป็นไปตามนโยบายที่ตนให้ไว้ เพราะเราจะเก็บคนเหล่านี้เอาไว้นานๆไม่ได้ จะเสียงบประมาณในการดูแล ก็ต้องเร่งประสานงานกับประเทศต่างๆให้มารับตัวกลับไป โดยดำเนินการทางการทูตและการดำเนินคดีตามมาตรการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
“ในที่ประชุมได้เร่งกำชับให้ ผบ.ตร.และเลขา สมช. ได้ช่วยกันคัดกรองคนที่เข้ามาในประเทศ ถ้าไม่ได้มาท่องเทียว หรือประกอบสัมมาชีพ ต้องสอดส่องดูแลเป็นพิเศษ ไม่ใช่ให้เดินทางเอาไทยแล้วใช้เป็นช่องทางผ่าน ไปเป็นสแกมเมอร์ ทำธุรกิจหลอกลวงประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน พอมีปัญหาปราบปราม แล้ววิ่งกลับมาไทย เราไม่สนับสนุนเรื่องพวกนี้ เชื่อว่าคนพวกนี้มาแล้วไม่อยากกลับหรอก แต่เรา ไม่ให้ที่พักพิงเลี้ยงดู ถึงต้องดำเนินการติดต่อกับรัฐบาลอินเดีย ขอร้องให้มารับคนกลับไป”นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จะใช้โมเดลนี้กับประทศอื่นๆด้วย เช่นประเทศในแอฟริกา ให้แนวทาง ผบ.สตม.เสนอตามลำดับชั้น ถ้าไม่มีเครื่องบินมารับ จะทำยังไงต่อไป เพราะถ้าต้องดูแลระหว่างส่งกลับแล้วต้องใช้เวลาเกือบปี ต้องเสียค่าอาหารต่อหัว 3 มือ ในระหว่างควบคุมขัง ถ้าเทียบกับซื้อตั๋วเครื่องบินอันไหนถูกกว่า ดังนั้นก็ต้องผลักดันกลับให้เร็วที่สุด
“ผมใช้คำว่า เนรเทศ แม้คำแรงไป แต่ต้องไม่ให้คนเหล่านี้มาใช้งบประมาณของไทย เราต้องเร่งผลักดันออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้”นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ได้ให้นโยบายในการคัดกรองชาวต่างชาติ ถ้าไม่ได้มาเป็นนักท่องเที่ยว ก็ต้องติดตามเส้นทาง ไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ไม่ให้ไทยเป็นศูนย์กระจายมนุษย์ไปประเทศเพื่อนบ้าน
“ผมเข้ามาเดือนเดียว เห็นปัญหานี้อยู่ จะต้องพยายามทำให้ลดน้อยลง ตอนนี้ทุกคนเห็นแล้วว่า เรื่องสแกม อาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ มีการทำงานเป็นรูปธรรม บูรณาการกันทั้ง ทหาร ตำรวจ ปกครอง ฝ่ายสนับสนุน การติดตามเส้นทางการเงิน การฟอกเงิน ยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์”นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงการขยายผลเครือข่ายสแกมเมอร์และขบวนการนำพา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการอยู่โดยได้กวาดล้างเครือข่ายของผู้ที่ถูกเพิกถอนสัญชาติ รวมถึงการจับสตาร์ลิงค์ทั้งในแม่สอด และกรุงเทพมหานคร ที่ถูกใช้เป็นอาชญากรรมเทคโนโลยี ทางกรมศุลากรก็ต้องทำงานอย่างหนักไม่ให้สินค้าเหล่านี้ถูกลักลอบได้ แม้จะเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ ทางลำน้ำโขง ก็ต้องจัดการกับขบวนการเหล่านี้
“ขยายผลเป็นหน้าที่ของตำรวจ ที่ทำตามมาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ เพราะเป็นขบวนการใหญ่มาก เรากำลังทำสงครามกับสิ่งเหล่านี้” นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ
ด้านนายนาเคศ สิงห์ (His Excellency Mr. Nagesh Singh) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย กล่าวว่าได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยถือโอกาสนี้กล่าวขอบคุณนายอนุทินด้วยตัวเองที่เป็นผู้นำและการสนับสนุนในการช่วยให้ส่งพลเมืองชาวอินเดียกลับประเทศอินเดียได้
“ท่านนายกรัฐมนตรีบอกกับพวกเราว่า ควรร่วมมือกันมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับที่หลายประเทศควรให้ความร่วมมือ เพื่อที่เราจะได้ต่อสู้กับปัญหานี้ร่วมกันได้ เพราะประเทศเดียวไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง มันต้องเป็นความพยายามร่วมกัน เราจะเสริมสร้างการพูดคุย การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของเราที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์ หวังว่าเมื่อประเทศในภูมิภาคและทั่วโลกผนึกกำลังกัน เราจะสามารถเอาชนะภัยคุกคามนี้ได้”เอกอัครราชทูตอินเดียว กล่าว
—————–




