
ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 กงสุลสหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ สำนักข่าวไทยพับลิก้า (Thaipublica) จัดโครงการ “Building Network Border Reporters/Regional Media Workshop” เชียงราย-เชียงใหม่ ที่น่าสนใจในหัวข้อ Media Training/Thai-US Cooperation in Law Enforcement ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุม โรงแรมดิเอมเพรส จ.เชียงใหม่ โดยนายไมเคิล อาร์ อัพชอว์ เจ้าหน้าที่ด้านการข่าว สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ว่า จากประสบการณ์การทำงานในแวดวงยาเสพติดกว่า 22 ปี และระยะเวลา 4 ปีที่ประจำการในประเทศไทย พบว่าในบรรดาหน่วยงานต่างประเทศทั้งหมดที่ได้ร่วมงานกันนั้น “ประเทศไทย” คือพันธมิตรที่ให้ความร่วมมือดีที่สุด
เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวผู้นี้ระบุว่า หน่วยงานสืบสวนพิเศษ (SIU) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐฯ ทำงานร่วมกับสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ส.- ตชด. และตำรวจภูธรภาค 5 โดยเจ้าหน้าที่จะได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางจาก DEA ทั้งในด้านเทคนิคการสืบสวนและการใช้อุปกรณ์พิเศษ ประเทศไทยนับเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียที่มีระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ชัดเจนและแน่นแฟ้น


เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์ยาเสพติดและแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ยังคงเป็นยาเสพติดหลักที่ทางสหรัฐฯให้ความสำคัญ โดยข้อมูลจาก UNODC และ DEA ชี้ว่าแหล่งผลิตสำคัญยังคงอยู่ในพื้นที่ “รัฐฉาน” ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลพม่า แหล่งผลิตเหล่านี้ส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก รวมถึงออสเตรเลีย สำหรับ “เมทแอมเฟตามีน” (ยาบ้าและยาไอซ์) เมื่อเปรียบเทียบแผนที่ย้อนหลังจะพบว่า แหล่งผลิตหลักของโลกกระจุกตัวอยู่ 2 แห่ง คือ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย และประเทศเม็กซิโก
“เส้นทางการลำเลียงจากเม็กซิโกมุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ ในขณะที่จากเมียนมาจะลำเลียงผ่านไทย โดยสถิติการตรวจยึดหลังปี 2021 ชี้ให้เห็นว่าปริมาณยาเสพติด โดยเฉพาะเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ในขณะที่ราคายากลับไม่ได้สูงขึ้น ซึ่งบ่งบอกถึงกำลังการผลิตมหาศาล และสังเกตได้ว่ามีทุ่งที่ปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากที่ใช้ในการผลิตเฮโรอีน สหรัฐฯ ให้ความสำคัญเรื่องสารตั้งต้น ถือเป็นความท้าทาย และการเมืองระหว่างประเทศ จากปัจจุบัน มุ่งตรวจยึดยาเสพติด แต่จุดสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือสารตั้งต้น (Precursors)”เจ้าหน้าที่สหรัฐฯรายนี้ กล่าว
นายไมเคิล อาร์ อัพชอว์ ยังกล่าวว่า ปัจจุบันเราอาจยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสกัดกั้นสารตั้งต้นมากเพียงพอ โดยจีนและอินเดียเป็นผู้ผลิตสารเคมีรายใหญ่ แม้จะมีพรมแดนติดกับเมียนมา แต่เส้นทางลำเลียงสารเคมีเหล่านี้มักจะผ่านประเทศไทยก่อนเข้าสู่แหล่งผลิตในเมียนมา โดยมีบริษัทใหญ่ที่ดำเนินการเรื่องนี้ การสกัดกั้นจึงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากมักมีการนำเข้าส่งออกในรูปแบบที่ถูกต้องตามกฎหมายก่อนจะถูกลักลอบนำไปใช้ผิดประเภท นอกจากนี้ ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในเมียนมาหลังการรัฐประหารปี 2021 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ยาเสพติด พื้นที่ที่เคยควบคุมได้กลับกลายเป็นพื้นที่อิสระ ความร่วมมือและการฝึกอบรมที่ DEA เคยทำได้ในฝั่งเมียนมาต้องหยุดชะงักและย้ายฐานมาที่ไทย ทำให้ข้อมูลและการเข้าถึงพื้นที่แหล่งผลิตทำได้จำกัดมากยิ่งขึ้น
อัพชอว์ กล่าวว่า ส่วนในประเทศลาว เขตเศรษฐกิจพิเศษคิงส์โรมันนั้น ทางการสหรัฐฯก็ได้ติดตาม เนื่องยาเสพติดที่มีความเชื่อมโยงสู่อาชญากรรมอื่น การฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์ ทำให้ DEA จึงเข้าเกี่ยวไปข้องกับข้อมูลในเรื่อง แสกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และการฟอกเงินด้วย ดังนั้นปัจจุบัน “เป้าหมายรายสำคัญ” (High-value targets) ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่ยาเสพติดเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงไปถึงอาชญากรรมอื่นๆ
“หลายคนสงสัยว่าทำไม DEA ถึงสนใจเรื่องแก๊งสแกมเมอร์” (Scammers) คำตอบคือ เพราะกลุ่มนักค้ายาเสพติดใช้ธุรกิจหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน และเขตเศรษฐกิจพิเศษบางแห่งกลายเป็นพื้นที่ฟอกเงินและซุกซ่อนทรัพย์สิน เพราะนักค้ารู้ดีว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ดังนั้น การทำงานของ DEA จึงต้องโฟกัสไปที่การฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติควบคู่กันไปด้วย”เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้นี้กล่าว
เขากล่าวด้วยว่า ด้านทิศทางในอนาคตและข้อจำกัดทางกฎหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า ความท้าทายคือความรวดเร็วของอาชญากรข้ามชาติ เราจำเป็นต้องเน้นการแชร์ข้อมูลข่าวกรอง (Intelligence sharing) โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีและเครือข่ายการเงิน หน่วยงานไทยมีศักยภาพสูง แต่ต้องพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับประเทศอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับประเด็นคำถามเรื่อง “กัญชา” เจ้าหน้าที่การข่าว DEA กล่าวว่า ในมุมมองของ DEA ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กัญชายังคงเป็นยาเสพติด แต่ในประเทศสหรัฐฯ เราก็ตระหนักถึงความขัดแย้งในระดับนโยบายที่หลายรัฐในสหรัฐฯ ได้ทำให้ถูกกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายภายในที่เราจะไม่ก้าวล่วง
/////////////