Search

ตรวจพบสารหนูอนินทรีย์ปนเปื้อนในข้าวเปลือกริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย แม้ไม่เกินมาตรฐานแต่ยังน่าห่วงหากกินทุกวัน แนะรัฐเร่งให้คำแนะนำชาวบ้าน-เผยทหารว้าขยายพื้นที่ทำเหมือง-เรือขุดทองริมน้ำกกเพิ่มอีก 2 ลำ

ระหว่างวันที่ 17-21พฤศจิกายน 2568 คณะนักวิจัยด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยหลายสถาบัน นำโดยสมพร เพ็งค่ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลกระทบสุขภาพชุมชน CHIA Platform และคณะนักวิจัยซึ่งประกอบด้วย อภิญญา กาดขุนทด นักวิจัยด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมฯ ณัฐนิตย์ กันทรวิลาวัณย์ ผู้ช่วยนักวิจัยจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภีรเมษฐ์ รักสกุล นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนวพร อาดำ วิศวกรสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางมาลงพื้นที่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จ.เชียงราย เพื่อเก็บข้อมูลผลกระทบจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยก่อนและหลังลงพื้นที่ได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) เพื่อสรุปสถานการณ์ล่าสุดและวางแผนเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากการปนเปื้อนทั้งในนาข้าว น้ำประปา และสุขภาพ

สมพร กล่าวถึงผลการลงพื้นที่ว่าเป็นการสร้างระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน โดยก่อนหน้านี้ได้เก็บตัวอย่างข้าว จากบ้านเวียงเดิม อ.เวียงชัย บ้านแคววัวดำ อ.เมืองเชียงราย และอ.แม่สาย ซึ่งผลตรวจจากห้องแล็บของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบการปนเปื้อนแม้ไม่เกินค่ามาตรฐานแต่เป็นการปนเปื้อนสารหนูอนินทรีย์ ซึ่งมีความเป็นพิษสูง โดยปกติแล้วการตรวจมักตรวจสารหนูรวม แต่การตรวจครั้งนี้ได้เจาะจงไปที่การหาสารหนูอนินทรีย์ ซึ่งพบแต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตามกังวลว่าหากกินประจำทุกวันต่อเนื่องก็อาจทำให้ป่วยได้ จึงมาลงพื้นที่ทำกรณีศึกษา 3 พื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ซึ่งจะประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

นักวิจัยผู้นี้ยังกล่าวอีกว่า ได้ไปพบกับเจ้าของตัวอย่างข้าว โดยแจ้งให้ทราบว่าข้าวที่ให้ไปตรวจนั้นพบสารหนู แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่ 0.2 มก/กก. โดยในข้าวพบ 0.16 มก./กก. จึงขอให้เขาพาไปดูพื้นที่นาว่าใช้น้ำจากที่ไหน ซึ่งพบว่านาข้าวใช้น้ำจากแม่น้ำกก จึงสอนการใช้ชุดตรวจภาคสนามตรวจด้วยตนเอง ซึ่งในวันที่ลงพื้นที่เป็นวันที่ฝนตก แต่เมื่อตรวจน้ำผลตรวจของ test kit พบสารหนู ในนาซึ่งแปลว่ามีการสะสมของสารหนูในดิน ทำให้มีแนวโน้มว่าในหน้าแล้งอาจจะเข้มข้นมากกว่านี้ และฝนที่เป็นกรดอ่อนๆ ทำให้ชะละลายสารหนูในดินออกมา และได้ตามไปที่บ้าน ดูว่าใครกินข้าวบ้างในครอบครัว และได้เก็บปัสสาวะ เก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้าน ทำแบบนี้ทั้ง 3 แห่ง ทั้งในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย โดยที่แม่น้ำสายตรวจพบสารหนู ในน้ำซึ่งอยู่ในนา 0.025 มก./ล.

“เราไปตอนฝนตก แต่น้ำในนากลับพบสารหนู จึงแปลว่าน้ำก็เปื้อน พื้นที่ที่น่ากังวลสุดคือ อ.แม่สาย รองลงมาคือที่นาซึ่งใช้น้ำกก ชาวบ้านปลูกข้าวกินเองและขาย”สมพร กล่าว

สมพรกล่าวถึงแนวทางการดำเนินชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ที่พบสารโลหะหนักทั้งในข้าว และพื้นที่รอบตัวในชีวิตประจำวันแล้ว ว่า จริงๆแล้วภาครัฐควรออกคำแนะนำว่าบริโภคอย่างไร เช่น เปลี่ยนวิธีการหุงข้าว การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควรให้กินข้าวขัดขาวไปก่อน เพราะในข้าวก้องจะมีความเสี่ยงมากกว่า จนว่าจะจัดการสารพิษที่ปนเปื้อนในนาได้ และควรหุงข้าวเช็ดน้ำ ส่วนในระยะยาวควรเปลี่ยนแหล่งข้าว โดยเกษตรกรสามารถเก็บน้ำส่งตรวจและหากพบว่าปนเปื้อนให้เปลี่ยนแหล่งน้ำ หรือหากปนเปื้อนน้อยก็เพิ่มการบำบัดน้ำ ซึ่งจะสามารถลดการเจ็บป่วยได้กว่าครึ่ง

“ตรงนี้เราเห็นแล้วว่าตรงไหนปนเปื้อน หากตรวจร่วมกัน ทำแผนที่ โซนนิ่ง และสร้าง buffer สร้างกระบวนการการบำบัดดิน”นักวิจัยผู้นี้ กล่าว

เมื่อถามถึงการตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขง ใน 4 จังหวัดภาคอีสาน สมพรกล่าวว่าหากให้รัฐตรวจเท่านั้นไม่มีทางครอบคลุม แต่หากให้ประชาชนร่วมกันจะเห็นรายละเอียดมากขึ้น โดยให้เจ้าของนาตรวจเองแล้วจึงนำมาทำแผนที่ เพื่อให้ชาวนาในพื้นที่ออกแบบตามระบบนิเวศ และป้องกัน buffer ว่าไม่ให้น้ำที่ปนเปื้อนมาอย่างไร ชาวบ้านที่ต้องอยู่กับพิษจะรับมือได้อย่างไร การร่วมกันสำรวจแหล่งน้ำทดแทน แหล่งน้ำย่อย รักษาแหล่งน้ำที่ยังคงดีอยู่ ฟื้นจิตสำนึกให้ฟื้นฟูร่วมกัน

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านความมั่นคงชายแดนใน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ แจ้งว่าขณะนี้ทางกลุ่มกองกำลังทหารว้า(United Wa State Army -UWSA)ซึ่งควบคุมดูแลพื้นที่รัฐฉานใต้บริเวณชายแดนพม่า-ไทย ยังคงอนุญาตให้ชาวจีนขยายพื้นที่การทำเหมืองแร่ออกไปอยู่เรื่อยๆ ทั้งเหมืองแรร์เอิร์ธและเหมืองทอง โดยล่าสุดพบว่ามีเรือขุดทองบริเวณริมแม่น้ำกกตั้งแต่เมืองสาดจนถึงบ้านฮุงซึ่งเป็นพื้นที่ก่อนที่แม่น้ำกกจะไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย เพิ่มขึ้นจาก 3 ลำเป็น 5 ลำ

เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงกล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของเรือขุดทองครั้งนี้นั่นหมายความว่าทางทหารว้าและทหารพม่า ไม่ได้สนใจข้อเรียกร้องของชาวบ้านท้ายน้ำเลย แม้พวกเขาจะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจ ขณะที่ทหารไทยกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลยทั้งที่มีข้อมูลอยู่แล้ว