Search

วิจัยชี้รัฐทำงานช้า-แยกส่วนสกัดแก๊งแสกมเมอร์ไม่ทัน-แนะตั้งกองทุนเยียวยาจ่ายคืนเหยื่อก่อน-ตามยึดทีหลัง-แฉมังกรหลากสีมาเฟียจีนสารพัดชาติใช้ไทยเป็นฐาน-ปรับรูปแบบเป็น“อาชญากรเร่ร่อน”เคลื่อนที่เร็ว

รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดเผยผลการศึกษาหัวข้อ”การฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไซเบอร์และแนวทางการนำทรัพย์สินมาสร้างกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย” ในกิจกรรมของโครงการ “Building Network Border Reporters/Regional Media Workshop” (เชียงราย-เชียงใหม่) ซึ่งกงสุลสหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ สำนักข่าวไทยพับลิก้า (Thaipublica) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า สภาพปัญหาการจัดการอาชญากรรมไซเบอร์ของไทยในปัจจุบันคือ ช้า แยกส่วน และไม่เป็นเอกภาพ กระบวนการตั้งแต่รับแจ้งเหตุ สืบเส้นทางเงิน อายัด จนถึงคืนทรัพย์ กินเวลานาน ทำให้เหยื่อสิ้นหวังและเงินไหลออกนอกระบบไปก่อนเสมอ

รศ.ดร.ทศพลกล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือเงินที่ถูกหลอกโอนไปจะถูกไล่ผ่านบัญชีม้าหลายทอดก่อนถูกแปลงสภาพ หรือเปลี่ยนเป็นคริปโตเคอร์เรนซีและเคลื่อนย้ายข้ามแดน ทำให้การติดตามและอายัดทำได้ยากขึ้น ในขณะที่หน่วยงานรัฐแบ่งส่วนความรับผิดชอบกันทำให้ขาดความต่อเนื่องและเกิดความล่าช้าในการสืบสวนสุดท้ายภาระจึงไปตกที่เหยื่อที่ต้องไปฟ้องร้องบังคับคดีแพ่งเองซึ่งเป็นการซ้ำเติมต้นทุนและสร้างภาระให้ประชาชน และทรัพย์และเงินที่ยึดมาได้

“ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการหารือกันว่าจะคืนให้กับเหยื่ออย่างไร เพราะไม่ชัดเจนว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการสแกมหรือการพนัน และจะคืนเต็มจำนวนหรือคืนบางส่วนเพื่อเยียวยาให้สามารถดำเนินชีวิตไปได้ ยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้นจากการทำวิจัย จึงได้เสนอตั้ง กองทุนเยียวยาไตรภาคี ใช้โมเดล ชดใช้ก่อน-เรียกคืนทีหลัง เพื่อแก้ปัญหานี้” รศ.ดร.ทศพล

นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ผู้นี้กล่าวว่า คณะผู้วิจัยได้เสนอแนวทาง มองเห็น–ขัดขวาง–เยียวยา โดยไฮไลต์สำคัญคือข้อเสนอจัดตั้ง “กองทุนเยียวยาแบบไตรภาคี” ที่ดึงความร่วมมือจาก 3 ส่วนหลัก คือ สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มการสื่อสารดิจิทัล กองทุนนี้จะตั้งอยู่บนหลักการ ผู้ได้ประโยชน์-ผู้ก่อความเสี่ยง-ผู้ควบคุมระบบ ต้องร่วมรับผิดชอบ โดยเสนอให้ใช้ระบบเยียวยาเชิงรุก คือเมื่อเกิดเหตุและตรวจสอบแล้ว กองทุนจะสำรองจ่ายชดใช้ให้เหยื่อก่อน แล้วรัฐค่อยไปดำเนินการติดตามยึดทรัพย์เพื่อเรียกคืนทีหลัง ซึ่งจะช่วยพลิกฟื้นความหวังและลดภาระให้ผู้เสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Blockchain Analytics เข้ามาช่วยติดตามเส้นทางเงิน จากเครื่องมือที่มีอยู่ปัจจุบัน และสร้างกลไกการแจ้งเตือนที่สามารถ อายัดทรัพย์สินได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

อาจารย์ มช. กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ โครงสร้างพื้นที่เสี่ยง โดยจัดอันดับความรุนแรงและความเสี่ยงของการฟอกเงินในแต่ละพื้นที่พบว่า อันดับ 1 ภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่ พัทยา-ชลบุรี ถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวและแหล่งลงทุนครบวงจร ทำให้กลุ่มอาชญากรสามารถตั้ง ธุรกิจบังหน้า ได้หลากหลาย และมีเครือข่ายต่างชาติหนาแน่น อันดับ 2 กทม. และปริมณฑล มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานการเงิน แต่ยังมีความเสี่ยงรองลงมาเนื่องจากมีการเฝ้าระวังเข้มข้นจากรัฐ ส่วนอันดับ 3. เชียงใหม่ พบความเสี่ยงจากการเป็นพื้นที่ใกล้แนวชายแดนและเส้นทางยาเสพติด มีกลุ่มทุนสีเทาต่างชาติและนอมินีเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม มีสภาพดึงดูดการอาศัย รวมถึงช่องโหว่เรื่องวีซ่า อันดับ 4. เชียงราย เป็นเมืองรองแต่เป็นพื้นที่ใกล้กับสามเหลี่ยมทองคำ อันดับ 5. แม่สอด จ.ตาก พื้นที่ชายแดนฝั่งแม่น้ำเมย ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น พื้นที่ทองคำฝังเพชร ของกลุ่มทุนเทา มีความเสี่ยงสูงมากจากการค้าชายแดนและบ่อนกาสิโน

    รศ.ดร.ทศพล กล่าวว่า การฟอกเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้กระทบเพียงแค่เหยื่อ แต่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เป้าหมายสุดท้ายของข้อเสนอนี้คือการเปลี่ยนระบบให้รัฐสามารถ ยึด-อายัดทรัพย์เพื่อนำไปเยียวยาเหยื่อได้จริง เพื่อลดภาระการเข้าถึงความยุติธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนกลับคืนมา

    ขณะที่ ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยวิวัฒนาการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในระหว่างการบรรยายสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติ โดยระบุว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ปรับตัวรวดเร็วจนน่ากังวล

    ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการเกิดขึ้นของ Scammer Nomad หรืออาชญากรเร่ร่อนข้ามแดน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้ปฏิบัติการอยู่แค่ภายนอกประเทศอีกต่อไป แต่ได้กลายสภาพเป็น อาชญากรเร่ร่อน หรือ Scammer Nomad ที่มีฐานปฏิบัติการเคลื่อนที่และยืดหยุ่น โดยใช้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในการเคลื่อนย้ายฐาน เข้ามาแฝงตัวเพื่อใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงและฟอกเงิน ซึ่งทำให้การติดตามจับกุมทำได้ยากซับซ้อนยิ่งขึ้น

    “จากการศึกษาพบว่าอาชญากรที่เกิดขึ้นนั้น มาในรูปแบบ มังกรหลากสี เป็นคนเชื้อสายจีน ที่อยู่ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ ไม่ใช่เพียงจีนในแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามประชิดชายแดน” อาจารย์ มช. กล่าว

    นักวิจัยผู้นี้กล่าวว่า ความเชื่อมโยงของกลุ่มเหล่านี้กับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “มังกรหลากสี” คือ กลุ่มทุนสีเทาจีนและเครือข่ายต่างชาติ ซึ่งเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการโอบล้อมประชิดแนวชายแดนไทย โดยใช้ไทยเป็นทางผ่านและแหล่งฟอกเงิน ส่งผลกระทบทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มที่เกิดขึ้น จากก่อนหน้านี้จะใช้ประเทศหนึ่งเป็นฐานไปหลอกประเทศอื่น เพื่อป้องกันการถูกจับกุม แต่ขณะนี้แสกมเมอร์ บางส่วนใช้ไทยเป็นที่กบดานและก่อเหตุ หลอกคนไทย เพราะเห็นว่า ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด จึงเห็นว่ามีการจับกุมและตรวจยึดอุปกรณ์ในไทยได้เป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา

    ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวว่า จากก่อนหน้าที่จะแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบธนาคาร กสทช. แทบจับผู้กระทำผิดไม่ได้เลย ขณะนี้ดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำที่สร้างความเสียหายได้มาก เป็นเพียงคดีเล็ก ๆ เมื่อสาวไม่ถึงความสัมพันธ์กับเม็ดเงินที่หลอกลวงมา การเปลี่ยนรัฐบาลทำให้ขาดความต่อเนื่องของการแก้ไขปัญหา ดังนั้นจึงภาครัฐตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานี้

    “รัฐบาลไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบหรือมัวแต่โทษปัจจัยภายนอกประเทศ แต่ต้องดำเนินการแก้ไขช่องโหว่ทางกฎหมาย ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องเลิกโทษประเทศอื่น และหันมาจัดการปัญหาจากภายในอย่างจริงจัง รัฐต้องกล้าใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาติดตามเส้นทางเงินและยึดอายัดทรัพย์สินให้ทันท่วงที รวมถึงต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อตัดวงจรการฟอกเงินและท่อน้ำเลี้ยงของอาชญากรรมไซเบอร์ให้เด็ดขาด” นักวิชาการ มช. กล่าว