Search

“มินอ่องหลาย” เรียกร้องข้าราชการเลือกพรรคการเมืองที่หนุนกองทัพพม่า-เริ่มเทศกาลเกณฑ์ประชาชนลงคะแนน-สารพัดวิชามารถูกงัดออกมาใช้

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า แม้ตามรัฐธรรมนูญพม่าระบุไว้ว่า ให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางในทางการเมือง แต่ระหว่างลงพื้นที่ไปประชุมกับข้าราชการในเมืองปวิ่นอูหลิ่น เขตมัณฑะเลย์ พล.อ.มินอ่องหลาย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่าได้เรียกร้องให้ข้าราชการที่เข้าร่วมประชุมลงคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองที่สนับสนุนกองทัพพม่า โดยรัฐบาลทหารพม่าวางแผนจัดการเลือกตั้งในเดือนธันวาคมนี้ และอีกครั้งในเดือนมกราคมปีหน้า


Irrawaddy รายงานด้วยว่า ทางการพม่ากำลังกดดันผู้พลัดถิ่นในเมืองมัณฑะเลย์และเขตสะกายให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า โดยทางการอ้างว่ามาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แน่ใจว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะไม่สูญเสียสิทธิ์ในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ ครอบครัวผู้พลัดถิ่นกล่าวว่าพวกเขาถูกบังคับให้ลงนามในคำมั่นสัญญาและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า


ทั้งนี้ผู้พลัดถิ่นถูกขู่ว่า จะไม่ได้รับความช่วยเหลือและที่พักพิงจากทางการ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง โดยที่พักพิงนั้นกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้พลัดถิ่นในพม่า จากข้อมูลของหน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ มีผู้พลัดถิ่นภายในมากกว่า 1.4 ล้านคน กำลังพักพิงอยู่ในเขตมัณฑะเลย์และเขตสะกาย


ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกประณามอย่างกว้างขวางว่าเป็นการจัดฉากที่ออกแบบมาเพื่อให้กองทัพพม่าอยู่ในความชอบธรรมต่อไป โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารพม่าได้สั่งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่นอกเขตเลือกตั้งของตนไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าระหว่างวันที่ 25-29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่ระบุว่า ผู้บริหารท้องถิ่นและกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนกองทัพพม่าได้ระดมกำลังเพื่อบังคับใช้กฎหมาย


“ในเมืองสะกาย เจ้าหน้าที่ประจำเขตและกองกำลังติดอาวุธผิ่วซอว์ตี (ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนกองทัพพม่า) กำลังบอกผู้พลัดถิ่นว่าต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐในเดือนกันยายนที่ผ่านมากำลังถูกบังคับให้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า” ชาวสะกายคนหนึ่งกล่าว โดยเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา ผู้พลัดถิ่นในเขตสะกายได้รับเงินคนละ 60,000 จ๊าด (ราว 489 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดวันที่ 2 ธันวาคม 2568) ซึ่งคิดเป็นเงินช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในระยะเวลาสามเดือน


ทั้งนี้ผู้พลัดถิ่นจะได้รับเงินดังกล่าวก็ต่อเมื่อหลังจากลงนามในเอกสารที่ให้คำมั่นว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วเท่านั้น พิธีมอบเงินจัดขึ้นที่บริเวณเจดีย์แห่งหนึ่งของเมือง และมีกองกำลังติดอาวุธผิ่วซอว์ตีเฝ้าอยู่ โดยครอบครัวที่พลัดถิ่นต้องรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทุกสัปดาห์หรือสองครั้งต่อเดือนภายใต้กฎหมายการบริหารเขตหรือหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกฎหมายตั้งแต่ในยุคอาณานิคม แต่ถูกนำมาใช้อีกครั้งโดยกองทัพพม่าหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้ประชาชนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นเกี่ยวกับแขกที่มาค้างคืน โดยกฎหมายฉบับนี้ยังอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในบ้านเรือนหรืออาคารของประชาชนได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล และสามารถจับกุมทั้งเจ้าของบ้านและแขกที่ไม่ปฏิบัติตามได้ตามอำเภอใจ


อดีตนักโทษการเมืองรายหนึ่งจากเมืองสะกายกล่าวว่า รัฐบาลทหารพม่ากำลังใช้กฎหมายฉบับนี้ในทางที่ผิดเพื่อบังคับให้ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศลงคะแนนเสียงล่วงหน้า


“เจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารขู่ว่า จะเพิกถอนการอนุญาตการอาศัยพำนักของผู้พลัดถิ่น หากไม่ยอมลงคะแนนเสียง” เขากล่าว
มีรายงานว่า เฉพาะในเมืองสะกายเพียงแห่งเดียวได้รองรับครอบครัวผู้พลัดถิ่นหลายหมื่นครอบครัวจากหมู่บ้านกว่า 50 แห่ง ที่ถูกทำลายจากการโจมตีของกองทัพพม่า โดยผู้ลี้ภัยเหล่านี้ กำลังหลบภัยอยู่ทั้งตามวัด สำนักแม่ชี และบ้านเช่าทั่วเมืองสะกาย มีรายงานเช่นกันว่า เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เช่นเดียวกันในเขตมัณฑะเลย์ โดยเฉพาะที่เมืองมหาอ่องเหม่ เมืองอ่องเหม่ตะซานและเมืองชะนะเยตะซาน รวมถึงเมืองอื่นๆของเขตมัณฑะเลย์


หญิงพลัดถิ่นคนหนึ่งในเขตมหาอ่องเหม่กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่มาบอกเราว่า ต้องลงคะแนนเสียง พวกเขาไม่ได้บอกว่าให้ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคไหน แต่ขอยืนยันว่า เราไม่มีทางเลือก ก็เหมือนเมื่อก่อน ที่ต้องทำเครื่องหมายบนกระดาษแล้วหย่อนลงในหีบบัตร” เธอกล่าว
มีรายงานด้วยว่า ผู้ที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนถูกบังคับให้ลงคะแนนเสียงโดยใช้เอกสารชั่วคราวที่ออกโดยตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น นักศึกษา ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สามารถเดินทางได้ก็ถูกสั่งให้ลงคะแนนเสียงล่วงหน้าด้วยเช่นกัน


ด้านชาวเมืองมหาอ่องเหม่อีกรายหนึ่งกล่าวว่า “นักศึกษามหาวิทยาลัยทุกคน (ที่ศึกษาอยู่นอกเขตเลือกตั้ง) ต้องลงคะแนนเสียงล่วงหน้า สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่เก็บบัตรลงคะแนนตามบ้านเรือน”


ด้านเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ประเมินว่า ในเขตมัณฑะเลย์นั้นให้ที่พักพิงแก่ผู้พลัดถิ่นประมาณ 250,000 คน ซึ่งหลายคนหลบหนีการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ในภาคเหนือของรัฐฉาน เขตสะกาย มัณฑะเลย์ และรัฐคะฉิ่นตั้งแต่ปลายปี 2565 ชาวบ้านกล่าวว่าความช่วยเหลือสำหรับผู้พลัดถิ่นส่วนใหญ่ได้รับจากชาวบ้านและองค์กรการกุศลท้องถิ่น