
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมคงการ์เด้นวิว รีสอร์ท อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย คณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนา “รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ : ป้องกันก่อนตกเป็นเหยื่อ” โดยวิทยากรประกอบด้วย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน นายฐากูร ยะแสง ส.ส.เชียงราย พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ.ตำรวจ พ.ต.อ.พิพัฒน์ นาระเดช รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย นายพงศ์ธาริน สมร รองอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน จ.เชียงราย นายเกรียงศักดิ์ ยอดสาร ผอ.สพ.เชียงราย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ คณะครูนักเรียน นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 300 คน
นายวิโรจน์ ลักคณาอดิศร กล่าวว่า กรณีที่มีเยาวชนจำนวนมากถูกหลอกให้เปิดบัญชีม้าจนเสียอนาคต รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาธุรกิจสีเทาในพื้นที่ ต้องมีการผนึกกำลังชุมชน ป้องกันภัยบัญชีม้า ในเยาวชนในขณะนี้ ฝ่ายปกครอง ครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และเครือข่ายผู้ปกครอง ต้องร่วมมือกันประชาสัมพันธ์ให้หนัก โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งเด็กอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายในขณะที่พ่อแม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น ผู้นำชุมชนต้องช่วยกันสอดส่องดูแล หากลูกหลานถูกชักชวนจากคนแปลกหน้า หรือแม้แต่คนคุ้นเคย ให้ไปเปิดบัญชีม้า ต้องรีบยับยั้ง
นายวิโรจน์ กล่าวว่า สำหรับภัยคุกคามจากธุรกิจสีดำสีเทาและการฟอกเงินข้ามแดนปัจจุบันจังหวัดเชียงรายได้รับอิทธิพลจากขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์ หรือ “สแกมเมอร์” อย่างหนัก ซึ่งมีฐานการดำเนินงานในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา กัมพูชา และลาว คาดการณ์ว่าเม็ดเงินผิดกฎหมายจากฝั่งลาวมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 3.9 แสนล้านบาทต่อปี โดยรูปแบบกลโกงมักใช้ระบบคอมพิวเตอร์กำหนดผลแพ้-ชนะ หลอกให้เหยื่อตายใจว่าได้กำไร ก่อนจะตลบหลังเอาเงินคืนทั้งหมด เงินที่ได้จากการหลอกลวงเหล่านี้จะถูกขนข้ามแดนกลับเข้ามาฟอกเงินในเชียงรายผ่านการซื้อธุรกิจเงินสด เช่น ผับ บาร์ ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต ธุรกิจขนส่ง ค้าปลีก คาร์แคร์ หรือแม้แต่ร้านกาแฟ รวมถึงการเข้ามาประมูลงานภาครัฐ เช่น โครงการอาหารกลางวันโรงเรียน
“ เงินสกปรกเหล่านี้เข้ามาทำลายกลไกตลาด ผู้ประกอบการที่ทำมาหากินสุจริตได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากกลุ่มทุนสีเทาสามารถขายสินค้าตัดราคาหรือยอมขาดทุนได้ ส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่นแข่งขันไม่ได้ ต้องทยอยปิดตัวลง เศรษฐกิจซบเซา ลูกจ้างตกงาน และอาจถูกดึงเข้าสู่วงจรบัญชีม้าหรือนอมินีเป็นลูกโซ่
ในการแก้ปัญหา ผมมองว่าภาคเอกชน เช่น สมาคมพ่อค้า หอการค้า และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย มีบทบาทสำคัญ เพราะคนในพื้นที่เชียงรายต่างรู้จักกันดี หากพบเห็นธุรกิจหน้าใหม่ที่ไม่ทราบที่มาที่ไป เข้ามาสร้างความปั่นป่วนด้วยการตัดราคา ควรเร่งประสานงานไปยัง พาณิชย์จังหวัด เพื่อตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นว่ามีการใช้นอมินีหรือไม่”นายวิโรจน์กล่าว
นายวิโรจน์กล่าวว่าปกติแล้ว บริษัทที่เข้ามาฟอกเงินมักทำธุรกรรมผ่านสำนักงานกฎหมายเพียงแห่งเดียว ใช้กลุ่มนอมินีหน้าเดิม ๆ ถือหุ้นไขว้กัน 20-30 บริษัท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้พาณิชย์จังหวัด หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าสามารถตรวจสอบได้ทันที
“ผมขอฝากถึงสรรพากรจังหวัดเชียงราย ว่าไม่ควรเร่งรัดเก็บภาษีเฉพาะกับผู้ประกอบการสุจริต แต่ต้องตรวจสอบธุรกิจฟอกเงินเหล่านี้ด้วย กลุ่มนี้มักตกแต่งบัญชี สร้างตัวเลขรายได้เท็จเพื่อฟอกเงินสีดำ หรือในบางกรณีทำธุรกิจแบบ ทัวร์ศูนย์เหรียญ ที่แจ้งกำไรน้อยผิดปกติเพื่อเลี่ยงภาษี สรรพากรต้องเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งหากทำงานร่วมกับหอการค้าและสมาคมต่าง ๆ ในเชียงราย จะสามารถระบุเป้าหมายได้ชัดเจน หากพบความผิดมูลฐาน ต้องประสานงานไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน นำไปสู่การยึดและอายัดทรัพย์สิน ขณะนี้ผมกำลังเร่งรัดให้กรมสรรพากรดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนกล่าว
นายวิโรจน์กล่าวว่า ถ้าประเทศถูกล้อมโดยโจร ไม่ยอมปราบโจร และปล่อยให้มาฝังตัวในบ้าน เราจะถูกแบนเป็นประเทศสีเทา เสี่ยงติด Grey List ของ FATE จะทำให้เราไม่สามารถรับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ ไม่สามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจได้ ไม่สามารถการจ้างงานทักษะสูง ทำให้ประเทศชะงักในการพัฒนา กระทบกับคุณภาพชีวิต เกิดความเปราะบางทางการเงิน สร้างความเสียหาย การเข้าไปซื้อหุ้น ตราสารหนี้ ทั้งหุ้นธนาคาร พลังงาน รัฐวิสาหกิจ ประกันภัย ทั้งยังมีการปั่นราคาหุ้น การเข้าไปประมูลงานภาครัฐ ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ และยังสร้างความเสียหายให้กับรัฐในการติดสินบนข้าราชการท้องถิ่น ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ไม่จ่ายภาษี อยู่เหนือกฎหมาย ทำลายการท่องเที่ยว“เงินไหลเวียนของแสกมเมอร์ในลาวประมาณ 3.3 แสนล้านบาท กัมพูชา 3.9 แสนล้านบาท ในเมียนมาก่า 5.5 แสนล้านบาท รวมแล้วกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ต่อปี โดยมีคนอยู่ในวงการนี้กว่า 3 แสนคนใน 3 ประเทศ ทำกันเป็นอุตสาหกรรมเลย ดูตัวเลขแล้วคนอเมริกันถูกหลอกประมาณ 1 หมื่นล้านเรียญ หรือประมาณ 3 แสนกว่าล้านบาท ส่วนไทยความเสียหาย 115,300 ล้านบาท หากเทียบในสัดส่วนตาม GDP แล้ว เราเสียหายมากกว่าอเมริกากว่า 5เท่า”นายวิโรจน์ กล่าว
“เงินไหลเวียนของแสกมเมอร์ในลาวประมาณ 3.3 แสนล้านบาท กัมพูชา 3.9 แสนล้านบาท ในเมียนมาก่า 5.5 แสนล้านบาท รวมแล้วกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ต่อปี โดยมีคนอยู่ในวงการนี้กว่า 3 แสนคนใน 3 ประเทศ ทำกันเป็นอุตสาหกรรมเลย ดูตัวเลขแล้วคนอเมริกันถูกหลอกประมาณ 1 หมื่นล้านเรียญ หรือประมาณ 3 แสนกว่าล้านบาท ส่วนไทยความเสียหาย 115,300 ล้านบาท หากเทียบในสัดส่วนตาม GDP แล้ว เราเสียหายมากกว่าอเมริกากว่า 5เท่า”นายวิโรจน์ กล่าว



