
การทำงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติยุคปัจจุบัน จะไม่ปรากฏความรุนแรงหรือใช้อาวุธใดๆ ไม่ใช้การข่มขู่ (เว้นแต่การใช้ความรุนแรงต่อคนทำงาน) แต่กลับได้มาซึ่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลไม่ต่างจากการปล้นสะดมและกรรโชกทรัพย์มากนัก
ขณะที่การเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วยการเคลื่อนย้ายเงินผ่าน ‘บัญชีม้า’ ก็มีพัฒนาการ จากบัญชีม้าบุคคลที่เป็นบัญชีออมทรัพย์ สู่บัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) ของผู้ให้บริการที่มิใช่สถาบันการเงิน (non-bank) บัญชีนิติบุคคล และบัญชีกระเป๋าคริปโต(cryptocurrency wallet) ซึ่งไม่ได้เปิดให้บริการผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทยรวมทั้งการขยายวง จากการจ้างเปิดบัญชีม้าแบบสมัครใจ สู่การถูกหลอกเป็นบัญชีม้าโดยไม่รู้ตัวหรือไม่สมัครใจ ซึ่งบางกรณีผู้เสียหายได้กลายเป็นบัญชีม้าในเวลาเดียวกัน
สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของโลกชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 70 ของประชากรผู้ใหญ่มีประสบการณ์การถูกหลอกลวงออนไลน์ ในจำนวนนี้ร้อยละ 57 ตกเป็นเหยื่อ ขณะที่ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การถูกหลอกลวงออนไลน์ของไทย ปี 2566 พบว่า ร้อยละ 73 ของคนไทยประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีประสบการณ์การถูกหลอกลวงออนไลน์ในจำนวนนี้ร้อยละ 47 ตกเป็นเหยื่อ และพบด้วยว่า คนที่มีอายุมากขึ้นมีโอกาสตกเป็นเหยื่อมากขึ้น จนเสี่ยงสูงสุดที่อายุ 45 ปี และมีโอกาสน้อยลงเมื่ออายุมากกว่านั้น
ทั้งนี้การติดตามข่าวสารช่วยให้มีโอกาสตกเป็นเหยื่อน้อยลงถึงร้อยละ 43 แม้จะตระหนักว่ามีมิจฉาชีพใกล้ตัว แต่อาจประมาททำให้มีโอกาสตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14
ด้านความเสียหาย นอกจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ยังพบผลกระทบต่อความเชื่อมั่น อาทิ ไม่เชื่อมั่นในระบบออนไลน์ ซื้อสินค้าออนไลน์ลดลง จนถึงเลิกใช้แอปพลิเคชันการเงิน เป็นต้น และผลกระทบต่อจิตใจ อาทิ การโทษตัวเอง หวาดกลัวต่อการดำรงชีวิต จนถึงต้องพบจิตแพทย์ เป็นต้น และงานวิจัยเชิงคุณภาพยังพบด้วยว่าใครๆ ก็สามารถตกเป็นเหยื่อได้ และเหตุผลที่ทำให้ผู้เสียหายแจ้งความต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มากก็เพราะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เงินคืน เข้าใจการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และคำพูดแสนธรรมดาของเจ้าหน้าที่ เช่น ไม่ได้คืนหรอก ต้องตามคิว ทำใจเถอะ เป็นต้น อาจจะเป็นการตอกย้ำบาดแผลของผู้เสียหายและบีบให้ผู้เสียหายต้องไปขอความช่วยเหลือจากแหล่งอื่น จนบางครั้งกลายเป็นโอกาสให้มิจฉาชีพหลอกลวงผู้เสียหายซ้ำซ้อนสิ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจที่ผู้เสียหายต้องการมากที่สุดหลังจากถูกหลอกลวงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.การสนับสนุนด้านอารมณ์และจิตใจ โดยเฉพาะของครอบครัวและคนใกล้ชิด 2. การทำงานเชิงรุกอย่างมีเอกภาพด้วยความเห็นอกเห็นใจของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 3. การสนับสนุนด้านข้อมูล โดยการทำ TargetedMarketing Campaigns ที่ตอบโจทย์สำหรับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย อาทิ มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์หางานเสริม ผู้สูงวัยไฮโปรไฟล์ ผู้มีรายได้น้อย นักธุรกิจรายย่อย รวมถึงการทำแพลตฟอร์มกลางเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือ และการรวมกลุ่มออนไลน์เพื่อแชร์ข้อมูลกันเองของผู้เสียหาย ฯลฯ
ทั้งสามส่วนนี้ต้องดำเนินการพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้ผู้เสียหายสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ พร้อมกับมีจิตใจที่เข้มแข็ง
การแสวงหาแนวทางป้องกันและระงับเหตุอาชญากรรมออนไลน์เป็นเรื่องสำคัญ ไทยและหลายประเทศมี
ความพยายามติดตามและปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และการกำกับดูแล ให้เท่าทันสถานการณ์ปัญหา เช่น การมีพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (มีนาคม 2566) และการปรับปรุงเพิ่มเติมหน้าที่ในกฎหมาย (เมษายน 2568) ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดมาตรฐาน Mobile banking security และแนวโนบายการบริหารจัดการภัยทุจริตทางการเงิน (มีนาคม 2566) มาตรการจัดการบัญชีม้า (พฤษภาคม 2567) เป็นต้น
ทว่าผลการศึกษาแนวโน้มภัยคุกคามออนไลน์ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี ซึ่งถูกใช้ทั้งในมิติการโจมตีหรือภัยคุกคามและมิติป้องกัน และความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามในประเทศไทย กลับพบว่า ไม่มีหน่วยงานใดเลยที่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจนว่ามีความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างแท้จริง หลายปัญหาเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง ซึ่งทุกภาคส่วนเห็นพ้องกันว่า ควรเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่การป้องกันเชิงรุกที่อิงตามความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย และยกระดับการบังใช้กฎหมายที่เข้มงวด รวมถึงการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย ยืดหยุ่น ง่ายต่อการใช้งาน อาทิ การพัฒนา fraud scoring model เพื่อเป็นเครื่องมือตรวจสอบความผิดปกติของการทำธุรกรรมทางการเงิน ความเสี่ยงของบัญชีบุคคลที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายและบุคคลที่มี่มีความเสี่ยงเป็นบัญชีม้า เป็นต้น
โครงการการพัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้กำหนดจัดให้มีการประชุมวิชาการ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยและรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ฯลฯ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00-16.00 น.ณ ห้องแมนดาริน A โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพมหานคร