Search

สารพันปัญหาแรงงานข้ามชาติปี 2568 จากชั่วคราวสะสมเป็นชั่วโคตร หลายฝ่ายร่วมวิพากษ์มาตรการรัฐไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง ยื่นเอกสารซับซ้อน-เก็บหัวคิว-หวังได้ รมต.แรงงานคนใหม่มีวิสัยทัศน์

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ (FCCT) อาคารมณียา ชิดลม กทม. เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) แถลงข่าวสถานการณ์เด่นของแรงงานข้ามชาติในปี 2025 และประเด็นน่าจับตาในปี 2026 เนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากล โดย น.ส.โรยทราย วงศ์สุบรรณ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่โดดเด่นที่สุดในปี 2025 คือ แผ่นดินไหว ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ความขัดแย้งกับกัมพูชา วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ส่งผลโดยตรงกับแรงงานข้ามชาติ

“ทำงานมา 15 ปีพบว่าปัญหาเดิมแต่เปลี่ยนจากชั่วคราวเป็นชั่วโคตร คุยกับนายจ้างก็บ่นว่าทำเอกสารแพงเสียเวลาหลายขั้นตอน คนไทยบางส่วนมองว่าถูกแย่งงาน มุมมองประชาคมโลกก็มองว่าไทยยังมีการละเมิดสิทธิ ตั้งแต่ประเทศไทยเปิดให้มีการจดทะเบียนข้ามชาติ ปัญหาเดิมก็ยังอยู่และเรื้อรัง” น.ส.โรยทราย กล่าว

 ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวอีกว่า ในปี 2568 ไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 3 คน แต่ไม่ได้ดำเนินการนโยบายเกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติในเชิงนัยยะที่จะจัดการปัญหา โจทย์ใหญ่ที่เผชิญมาตลอดทั้งปีคือปัญหาขาดแคลนแรงงาน หวังว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีรัฐมนตรีที่เป็นคนมีวิสัยทัศน์ริเริ่มนโยบายเกี่ยวกับการจัดการแรงงานข้ามชาติ ไม่ใช่รัฐมนตรีที่มาเพราะเป็นกระทรวงเกรดซี หรือมาฝึกงานเพราะไม่มีกระทรวงไหนเหมาะสม โดยรัฐมนตรีทั้ง 3 คนที่มีเหมือนกันคือเข้ามาแล้วโยกย้ายข้าราชการประจำ เปลี่ยนอธิบดี ย้ายปลัด ซึ่งปลัดกระทรวงแรงงานคนปัจจุบันก็ไม่ใช่ลูกหม้อเดิม

น.ส.โรยทราย กล่าวอีกว่า จากการสอบถามแรงงานข้ามชาติทุกคนสะท้อนปัญหาการพยายามทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ขั้นตอนสลับซับซ้อน ต้องจ่ายค่าหัวคิว หลายครั้งจ่ายผ่านนายหน้าแล้วถูกเชิดเงินหนีโดยเอกสารยังไม่เรียบร้อย เมื่อไปร้องเรียนกับภาครัฐก็ถูกมองแค่ว่าถูกกฎหมายหรือไม่ โดยไม่มองสาเหตุของการถูกและผิดกฎหมายเกิดจากระบบที่มีปัญหา

“ที่เราผิดหวังคือภาครัฐน้อยมากที่จะออกมายืนยันหลักการไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยสถานะอะไรต้องอยู่ภายใต้นิติรัฐ นิติธรรม การที่เราไม่พอใจใครแล้วเดินไปตบหน้า ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือเมื่อแรงงานกัมพูชากลับไปมีผลต่ออุตสาหกรรมไทยที่พึ่งพิงแรงงานเหล่านี้ กระทรวงแรงงานบอกว่าไม่กระทบเพราะจะนำเข้าแรงงานจากศรีลังกามาทดแทน ให้ผู้ลี้ภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวออกมา ความเป็นจริงคือมีมาตรการแต่ไม่แก้ปัญหา ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรหลังการปะทะรอบแรกอุตสาหกรรมลำไยภาคตะวันออกเสียหายประมาณ 2,600 ล้านบาท จากแรงงานที่หายไป 280,000 คน มีตัวเลขแน่ชัดว่ามาตรการจากกระทรวงแรงงานไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้“ น.ส.โรยทราย กล่าว

ด้าน นายวรชัย สนั่นสุข ที่ปรึกษากฎหมาย และนักวิชาการแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า เหตุตึก สตง.ถล่มมีผู้ประสบภัยทั้งหมด 95 คน สูญหาย 2 คน ในจำนวนนี้มีแรงงานพม่า 25 คน, กัมพูชา 3 คน และลาว 1 คน ซึ่งยังมีแรงงานอีก 11 คนที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา

“การจัดซื้อจัดจ้างที่มีปัญหาเนื่องจากเป็น ซับคอนแทร็คซ้อนซับคอนแทร็ค ทำให้กองทุนทดแทนไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้จ้างกับผู้รับจ้างใครต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย แรงงานไม่ได้รับรองสิทธิจากกฎหมายเพราะเป็นการจ้างงานซับซ้อนหลายชั้น โครงการก่อสร้างของรัฐขนาดใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้ พรบ.ควบคุมอาคาร ทำให้นายจ้างไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกัน บริษัทหนึ่งออกแบบ บริษัทหนึ่งควบคุมการก่อสร้าง แล้วนายจ้างไม่ได้แจ้งเข้ามาตรา 33 ประกันสังคม สรุปบทเรียนจากตึก สตง.ถล่มคือ กิจกรรมภาครัฐไม่มีการตรวจสอบการจ้างงานจากห่วงโซ่อุปทาน ไม่มีการให้ข้อมูลทะเบียนผู้ประกันตน การตรวจสอบหน่วยงานภาครัฐยังมีปัญหา”นายวรชัย กล่าว

ในขณะที่ น.ส.ลัดดาวัลย์ หลักแก้ว มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท กล่าวว่า เด็กข้ามชาติในไทยมีประมาณ 4-5 แสนคน จาก 4 สัญชาติได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชาและเวียดนาม จึงมีกฎหมายให้รัฐต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนไม่ว่าจะมีสัญชาติไทยหรือไม่  โดยจำนวนนักเรียนที่สถานศึกษาของรัฐจะรองรับได้ อายุของเด็กข้ามชาติส่วนใหญ่เกินเกณฑ์เข้าเรียน เด็กไม่มีเอกสารประจำตัว ไม่สามารถอ่านเขียนภาษาไทย หรือทัศนคติของบางโรงเรียนที่มีต่อเด็กข้ามชาติ ทำให้โรงเรียนไม่สามารถรับเด็กข้ามชาติเข้าไปเรียนได้อย่างทั่วถึง

น.ส.ลัดดาวัลย์กล่าวว่า ปี 2567 มีการสำรวจความคิดเห็นจากศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ (Migrant Learning Center หรือ MLC) ในประเทศที่ให้ข้อมูลกับเรา 93 แห่ง 12 จังหวัด พบเด็กชาวเมียนมา 24,000 คน บางพื้นที่มีศูนย์การเรียนของเด็กกัมพูชาด้วย ที่ผ่านมา MLC ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาครัฐ กระแสสังคม โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงของชาติ ประกอบกับสถานการณ์ในเมียนมาผลักดันให้เด็กข้ามชาติเข้ามาประเทศไทยเพิ่มขึ้น

น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท กล่าวอีกว่า มีคำสั่งให้ปิด MLC ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2562 โดยปี 2567-2568 กระทรวงศึกษาธิการสั่งให้ปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติทั่วประเทศ อ้างเรื่องจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวง ส่งผลให้ MLC ปิดตัวลง 26 แห่ง กระทบนักเรียนกว่า 8,000 คน แต่มีเด็ก 1,000 คน กลับเข้าไปเรียนในระบบที่รัฐพยายามจัดสรรให้ ทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาทันที 7,000 คน

“การปิดศูนย์การเรียนทำให้เด็กบางส่วนต้องไปทำงานกับผู้ปกครอง งานก่อสร้าง กรีดยาง ส่งผลกับระบบการศึกษาเด็กข้ามชาติทั้งในและนอกระบบเป็นวงกว้าง เด็กมีความเสี่ยงถูกล่วงละเมิด ปัญหายาเสพติด ปนะเทศไทยได้อะไรกับการจัดการศึกษาให้เด็กข้ามชาติ ประเด็นนี้ถูกนำไปสร้างกระแสให้เกิดความไม่เข้าใจอย่างกว้างขวาง เช่น แย่งที่เรียนเด็กไทย เด็กต่างด้าวเรียนฟรีส่วนเด็กไทยกู้ กยศ. ทำไมเด็กพม่าต้องเรียนภาษาพม่าในแผ่นดินไทย” น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว