Search

สำรวจริมน้ำโขงอีสานพบชาวบ้านต่างกังวลใจน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนัก-เผยยังไร้หน่วยงานรัฐอธิบายข้อเท็จจริง-แนวทางการใช้น้ำ ชาวประมง-เกษตรริมโขงหวั่นส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าว “สำนักข่าวชายขอบ”ได้ลงพื้นที่สำรวจริมแม่น้ำโขงในบางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9(อุดรธานี) ได้รายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงเมื่อเดืนสิงหาคม 2568 พบว่า 1.จุดตรวจบริเวณดอนหมากกะทัน บ้านหนองจันทร์ ต.ท่าค้อ อ.เมือง จ.นครพนม มีค่าสารหนูอยู่ที่ 0.016 มก/ล(ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มก./ล.) 2.จุดตรวจหลังวัดโพธาราม บ้านท่าไคร้ ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ พบสารหนู 0.019 มก/ล 3.ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย พบสารหนู 0.017 มก/ล และ 4.บริเวณแก่งคุดคู้ ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย พบสารหนู 0.013 มก/ล

ทั้งนี้ผลการตรวจดังกล่าวได้สร้างความกังวลอย่างกว้างขวางให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำที่ชาวบ้านริมแม่โขงพึ่งพาในชีวิตประจำวัน แม้ล่าสุดทางกรมควบคุมมลพิษได้เผยแพร่ว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำไม่เกินมาตรฐานแล้วก็ตาม แต่ยังคงพบสารโลหะหนักในปริมาณที่น่ากังวล เนื่องจากแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่เป็นรากฐานของวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การทำประมงพื้นบ้าน การเพาะปลูกริมตลิ่ง ไปจนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน เมื่อแม่น้ำโจวเกิดการปนเปื้อนทำให้เกิดความกังวลและชาวบ้านมีคำถามมากมายที่ยังไร้คำตอบจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

นายเบียร์ วัชรพง ชาวประมง บ้านดอนบก ต.รัตนวาปี อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย เปิดเผยว่า ตนพึ่งพาแม่น้ำโขงมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับทราบหรือรับรู้ข่าวมาก่อนว่า แม่น้ำโขงมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองเถื่อนในเมียนมาและส่งผลกระทบปนเปื้อนแม่น้ำกก แม่น้ำสายที่ไหลลงแม่น้ำโขง ทำให้รู้สึกกังวลต่อความปลอดภัยทั้งในเรื่องสุขภาพและผลกระทบต่อปลา

“หากในอนาคตมีคำสั่งให้หยุดใช้น้ำหรือห้ามทำประมงในแม่น้ำโขงจริง ก็จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผมพอสมควร เพราะรายได้ส่วนหนึ่งและแหล่งอาหารของตัวผมและครอบครัวมาจากการหาปลาในแม่น้ำโขงแห่งนี้”นายเบียร์ กล่าว

ขณะที่นายพีรภัทร โพนชัยยา เกษตรกรริมแม่โขง บ้านท่าม่วง ต.รัตนวาปี จ.หนองคาย กล่าวว่า รู้สึกกังวลตอนเมื่อทราบข่าวการตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานในพื้นที่ในแม่น้ำโขง เพราะเกรงว่าปัญหาดังกล่าวจะขยายวงกว้างมาถึงพื้นที่ของตนในไม่ช้า

“ผมใช้น้ำจากแม่น้ำโขงทั้งทำนาและปลูกผักมาตลอด น้ำสายนี้คือหัวใจหลักในวิถีชีวิตของผมและครอบครัว หากสถานการณ์รุนแรงจนมีคำสั่งห้ามใช้น้ำในอนาคต อาชีพเกษตรกรรมที่เป็นรายได้หลักเพียงอย่างเดียวก็อาจจะต้องหยุดพักลง”นายพีรภัทร กล่าว

นางปิ๊ก ประสพชัย ซึ่งปลูกแปลงผักสวนครัวริมแม่น้ำโขง บ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมือง จ.บึงกาฬ กล่าวว่า เรื่องสารพิษจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ปล่อยสารพิษเข้าไหลลงสู่แม่น้ำกก แม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง ทำให้เกิดความระแวงในการใช้น้ำ แม้เจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลว่า แม่น้ำโขงเป็นกระแสน้ำที่ไหลเวียนตลอดเวลาจะช่วยเจือจางสารพิษได้ แต่ความกังวลกลับพุ่งสูงขึ้นเมื่อมีการยืนยันการพบสารหนูเกินมาตรฐานในตำบลบึงกาฬซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียง

“ตอนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะลงน้ำ” แม่ปิ๊กกล่าว และว่า แม้ปัจจุบันจะได้รับคำยืนยันว่าพื้นที่โซนนี้ปลอดภัยจนกล้ากลับมาลงน้ำได้อีกครั้ง แต่ยังรู้สึกกังวลใจ

นายทิต สถิต ชาวประมง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมือง จ.บึงกาฬ กล่าวว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านมีวิถีชีวิตต้องพึ่งพาแม่น้ำโขง ตั้งแต่การอุปโภคบริโภคไปจนถึงการประกอบอาชีพหลัก หากในอนาคตมีการสั่งระงับการใช้แม่น้ำโขงขึ้นมาจริงๆ วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชาวบ้านที่นี่คงต้องถึงจุดจบ

“ที่นี่เราปลูกผักสวนครัวเป็นอาชีพประจำเพื่อส่งขายตลาด โดยจะเริ่มลงมือปลูกตั้งแต่ฤดูหนาวลากยาวไปจนถึงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่น้ำลดพอดี พ่อปลูกเพียง 3 ล็อก ก็สามารถทำเงินได้สูงถึง 1 แสนกว่าบาทต่อฤดูกาล ส่วนในช่วงฤดูฝนที่ทำเกษตรริมโขงไม่ได้ ชาวบ้านก็จะหันมาหาปลาแทน”นายทิต กล่าว

นายทิตกล่าวว่า วิถีพรานปลาในปัจจุบันต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น เพราะผลกระทบจากการสร้างเขื่อนหลายแห่งในแม่น้ำโขงทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปและหาปลาได้ยากขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก