สำนักข่าว Khit Thit Media รายงานเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ว่าพล.อ.อิงบันละ ประธานองค์กรเอกราชคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น (The Kachin Independence Organization:KIO/ Kachin Independence Army: KIA) เรียกร้องให้กองกำลังปฏิวัติทุกฝ่ายรวมพลังต่อสู้กันอย่างเป็นเอกภาพและสามัคคี พร้อมเดินหน้าความพยายามจัดตั้ง แนวร่วมพันธมิตรการปฏิวัติขนาดใหญ่ เพื่อโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารในเมียนมาอย่างถอนรากถอนโคน
ทั้งนี้ในสุนทรพจน์ที่ พล.อ.เอ็นบันละ ( N’Ban La) กล่าวถึงประชาชน เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ปี ค.ศ. 2569 ระบุว่า ขณะนี้กำลังมีความพยายามในการจัดตั้งแนวร่วมพันธมิตรทางการเมืองและการทหาร ซึ่งประกอบด้วยกองกำลังปฏิวัติชาติพันธุ์และกองกำลังพันธมิตรที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกัน การต่อสู้จะต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะสามารถทำลายระบอบเผด็จการทหารและลัทธิชาตินิยมได้อย่างสิ้นเชิง
“เพื่อโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารที่โหดร้ายเช่นนี้อย่างถอนรากถอนโคน เรากำลังเดินหน้ารวบรวมองค์กรปฏิวัติทั้งหมดที่มีจุดยืนทางการเมืองและการทหารตรงกัน ให้มาร่วมมือ จับมือกัน จัดตั้งเป็นแนวร่วมพันธมิตรทางทหารขนาดใหญ่ เราขอเรียกร้องให้กองกำลังพันธมิตรการปฏิวัติทั้งหมดร่วมมือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว สามัคคีและเดินหน้าต่อสู้ต่อไป จนกว่าระบอบเผด็จการทหารและลัทธิชาตินิยมจะสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง” พล.อ.เอ็นบันละ กล่าว
ผู้นำ KIO/KIA กล่าวว่า สถานการณ์การสู้รบตลอดปี 2568 ว่า แม้กองกำลังปฏิวัติสามารถโจมตีและยึดพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเมียนมาได้หลายแห่ง แต่กองทัพพม่าได้เปิดปฏิบัติการโต้กลับครั้งใหญ่ โดยส่งกำลังทหารจำนวนมากเข้ามาเพื่อยึดพื้นที่คืน ส่งผลให้ฝ่ายปฏิวัติต้องให้ความสำคัญกับการตั้งรับและการป้องกันพื้นที่ที่ยึดมาได้เป็นหลัก
“ตลอดทั้งปี 2568 สถานการณ์ทางทหารโดยรวมคือ เราสามารถโจมตีและยึดพื้นที่บางส่วนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสภาทหารพม่าได้ แต่เมื่อฝ่ายเขาระดมกำลังจำนวนมากเปิดฉากโจมตีเพื่อนำพื้นที่เหล่านั้นกลับคืน ฝ่ายเราจึงต้องทุ่มกำลังอย่างเต็มที่ในการป้องกันและต่อสู้เพื่อไม่ให้สูญเสียพื้นที่ที่ควบคุมไว้”ผู้นำกองกำลังคะฉิ่นกล่าว
เขายังระบุว่า กองทัพเมียนมาได้โจมตีบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน วัด โบสถ์ และอารามสงฆ์ ด้วยอาวุธหนัก การโจมตีด้วยโดรน และการทิ้งระเบิดทางอากาศ ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
“กองทัพกำลังผลักดันการจัดการเลือกตั้ง เพื่อค้ำจุนและตอกย้ำความมั่นคงของรัฐธรรมนูญปี 2008 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่กองทัพร่างขึ้นเอง ขอประชาชนให้ตระหนักว่า บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบของแต่ละคน สามารถชี้ขาดชะตากรรมของประชาชนเมียนมาทั้งประเทศได้ กองทัพพม่ามีความหวาดกลัวต่อการรวมตัวและการเติบโตของพลังฝ่ายปฏิวัติชาติพันธุ์ เขาจึงพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และองค์กรปฏิวัติด้วยวิธีการต่าง ๆ”พล.อ.เอ็นบันละ กล่าว
ผู้นำ KIO/KIA กล่าวว่าสภาทหารพม่าได้สร้างความแตกแยกระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ระหว่างองค์กรปฏิวัติ โดยอาศัยชื่อเรียกต่าง ๆ เช่น กองกำลังพิทักษ์ชายแดน หรือ BGF (Border Guard Force) เพื่อจัดตั้งและติดอาวุธให้ชนชาติหนึ่งไปต่อสู้กันเอง รวมถึงใช้กลวิธีหลากหลายรูปแบบเพื่อบ่อนทำลายความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของขบวนการปฏิวัติ
ขณะที่นายคู อู เรห์ (Khu U Reh) ประธานสภาบริหารชั่วคราวรัฐคะเรนนี (Interim Executive Council – IEC) กล่าวตอนหนึ่งในสารอวยพรเนื่องในวันปีใหม่ว่า การปฏิวัติของประชาชนคะเรนนีถือเป็น พลังพื้นฐานที่สำคัญ ในการสร้างรัฐประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐของเมียนมาทั้งประเทศ ปัจจุบันรัฐคะเรนนีกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความโหดร้ายของระบอบเผด็จการ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ความกล้าหาญ ความไม่ยอมแพ้ กำลังใจที่ไม่ถดถอย และความศรัทธาในอิสรภาพของประชาชนคะเรนนี ไม่อาจถูกขัดขวางได้ด้วยอุปสรรคใด ๆ
“การปฏิวัติของประชาชนคะเรนนี ไม่ได้เป็นไปเพื่อตนเองเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้เพื่อสร้างรัฐประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐใหม่ สำหรับประชาชนเมียนมาทั้งประเทศ ความมั่นคงหนักแน่น การเสียสละ ความไม่ยอมจำนน และความสามัคคี เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การต่อสู้ของรัฐคะเรนนียืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนเมียนมาทุกกลุ่ม ที่ใฝ่หาความยุติธรรมเช่นเดียวกัน”นายคู อู เรห์ กล่าว
ผู้นำคะเรนนีกล่าวว่า ในส่วนของบทบาท IEC มีนโยบายเร่งสร้างระบบนิติบัญญัติที่มีรากฐานสหพันธรัฐอย่างมั่นคง ดำเนินการจัดตั้งระบบการปกครองท้องถิ่นที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างเต็มรูปแบบ รับรองสิทธิและหลักประกันที่เท่าเทียมกันของทุกชนชาติ รวมถึงยึดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นรากฐานหลักของการเมือง
“ขอเรียกร้องต่อประชาคมระหว่างประเทศ ให้เพิ่มการสนับสนุนการต่อสู้เพื่ออิสรภาพอันชอบธรรมของประชาชนคะเรนนีอย่างจริงจังยิ่งขึ้น ทั้งในมิติทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และด้านมนุษยธรรม ประวัติศาสตร์การปฏิวัติของชาวคะเรนนีควรถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก ในฐานะความมุ่งมั่น ความกล้าหาญ ความไม่ยอมแพ้ และศักดิ์ศรีของมนุษย์”เขากล่าว




