Search

ผู้ตรวจการแผ่นดินแนะนายกฯ-ครม.ชะลอรับซื้อไฟฟ้าโครงการเขื่อนปากแบงชี้ควรศึกษาผลกระทบให้รอบด้าน-หวั่นเปลี่ยนแปลงแนวเขตแดน

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 เฟสบุคของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รายงานข้อเสนอแนะผู้ตรวจการแผ่นดินต่อกรณีร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเขื่อนปากแบง ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอโดยแนะให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา กรณีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีมติเห็นชอบหลักการร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(Power Purchase Agreement:PPA) จากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง และมีแผนที่จะขายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยไม่มีการศึกษาผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเขตแดนตามธรรมชาติในประเทศกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง รวมทั้งอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเท้อ และจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย อันเป็นการสร้างความเดือดร้อนและเสียหายให้ประชาชน

เฟสบุคของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานด้วยว่า แม่น้ำโขงเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนสองฝั่งไทย-ลาวทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำบนลุ่มน้ำโขงจึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนที่ซับซ้อน ทั้งด้านระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คน กรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง ซึ่งอยู่ในเขตเมืองปากแบง แขวงอุดมไชย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับความสนใจและความกังวลจากหลายฝ่ายในประเทศไทย โดยเฉพาะประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย จนเกิดการร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบและเสนอแนวทางป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าว

ทั้งนี้ผู้ร้องเรียนได้ตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมีมติเห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) จากโครงการเขื่อนปากแบง โดยที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างรอบด้าน เช่น การเปลี่ยนแปลงร่องน้ำ และเขตแดนธรรมชาติระหว่างไทย-ลาว ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง ปัญหาน้ำเท้อ(Backwater Effect) ที่อาจทำให้พื้นที่บางส่วนของจังหวัดเชียงรายเกิดน้ำท่วม ซึ่งทั้งหมดนี้อาจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนริมแม่น้ำโขงโดยตรง

ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้ลงพื้นที่แสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อกังวลของประชาชน ณ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมทั้งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวจ้องหลายฝ่าย เช่น กระทรวงพลังงาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกฟผ. อย่างไรก็ตาม แม้กรณีนี้เคยมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว แต่จากการศึกษาข้อเท็จจริงพบว่า การก่อสร้างเขื่อนปากแบง ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 97 กิโลเมตร อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ เช่น ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ การประมง และการเกษตร การเปลี่ยนแปลงแนวเขตแดนและตลิ่งแม่น้ำ วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนริมโขง ดังนั้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประเทศและประชาชน ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีข้อเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้

1. ขอให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพิจารณาชะลอการรับซื้อไฟฟ้า จากโครงการเขื่อนในลาว โดยเฉพาะโครงการเขื่อนปากแบง เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบด้าน 2. สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เช่นพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

3.จัดตั้งกองทุนชดเชยเยียวยาทั้งทางจากฝั่งไทยและฝั่งลาว โดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำร้อยจากกรณีเขื่อนไซยะบุรี 4. พัฒนา “ระบบแจ้งเตือน” ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนรับมือได้ทัน

 5.ผลักดันให้มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน(Transaboundary EIA) และจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ เพื่อให้ไทยมีท่าทีเดียวกันในการเจรจาเรื่องเขื่อน 6.จัดทำฐานข้อมูลและแผนฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำโขง รวมถึงแผนป้องกันผลกระทบจากภาวะน้ำเท้อในพื้นที่เสี่ยง เช่น อำเภอเชียงของ และอำเภอเวียงแก่น

“กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกเชิงป้องกันความเสียหายต่อสาธารณะและคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ในประเด็นระหว่างประเทศที่ซับซ้อนอีกด้วย สืบเนื่องจากนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ตัวแทนกลุ่มรักษ์เชียงของ ได้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องร้องเรียนเลขดำที่ 289/2566”เฟสบุคสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินระบุ

———

หมายเหตุ-อ่านรายละเอียดคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีเขื่อนปากแบงฉบับเต็มได้ที่ https://transbordernews.in.th/home/?p=44831