
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ผลการเลือกตั้งรอบที่สอง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา เริ่มทยอยออกมา ขณะที่หลายสื่อรายงานตรงกันว่า มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อย โดยนายอองซอว์ บรรณาธิการของสำนักข่าว Irrawaddy ระบุว่า การเลือกตั้งในพม่ารอบแรก อาจมีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยกว่า 30 % เท่านั้น เปรียบเทียบการเลือกตั้งในปี 2563 ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากกว่า 70 % ขณะที่การเลือกตั้งรอบ2 มีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ
สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ มีอดีตเจ้าหน้าที่ทหารของกองทัพพม่าหลายรายเข้าร่วมแข่งขันการเลือกตั้งภายใต้พรรคความสามัคคีและการพัฒนา (United Solidarity and Development Party: USDP) เช่น นายพลหน่วยซอว์ ที่ปรึกษาที่ได้รับการไว้ใจของ พล.อ.มินอ่องหลาย นอกจากนี้ยังมีนายพลเมียวซอว์เต็ง อดีตเสนาธิการผู้ช่วยฝ่ายบริหาร ซึ่งขณะนี้ดำรงเป็นรองประธานพรรค USDP และได้เข้าร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งในเมืองเก้าก์ก่าว ในเขตพะโค
ขณะที่หลายเขตเลือกตั้งเช่นในเขตสะกาย เขตตะนาวศรี พบว่ามีพรรค USDP ลงแข่งขันเพียงพรรคเดียว ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า พรรค USDP กวาดที่นั่งในสภาในพื้นที่เหล่านี้ โดยการเลือกตั้งใน 17 เมืองที่จัดขึ้นในรัฐฉาน ผลคะแนนล่าสุดอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า พรรคสายทหารพม่า USDP สามารถกวาดที่นั่งไปทั้งหมดในภาคตะวันออกของรัฐฉาน เช่น เมืองโต๋น เมืองขาก เมืองพยาก เมืองเป็ง เมืองยองและเมืองยาง นอกจากนี้ พรรค USDP ยังชนะเลือกตั้งในเมืองปั่นและเขตเลือกตั้งอื่นๆในรัฐฉาน
ด้านสำนักข่าว Tai TV Online รายงานว่า มีเพียงเมืองกึ๋ง เมืองลายค่า เมืองลางเคือและเมืองกุ๋นเหง ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งชาวไทใหญ่จากพรรคเสือเผือก หรือพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติไทใหญ่ (Shan Nationalities Democratic Party – SNDP) สามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้ ก่อนหน้านี้ คะแนนเสียงของพรรค USDP และพรรค SNDP สูสีกันที่เมืองกุ๋นเหง อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา บัตรคะแนนเสียงจากพื้นที่รอบนอกของเมืองกุ๋นเหงมาเติมคะแนนเสียงของพรรคไทใหญ่จนเอาชนะไปที่สุด ส่วนที่เมืองสี่แส่งนั้นพบว่า พรรคการเมืองชาติพันธุ์ปะโอชนะเลือกตั้งในเขตนี้
ด้านจายเสือหาญ จากพรรคเสือเผือก SNDP เมืองลางเคือ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เหตุที่พรรคการเมืองไทใหญ่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้น้อย เนื่องจากประชาชนชาวไทใหญ่ไม่ให้ความสนใจในการเมือง ไม่มีการวางแผนในระยะยาว และไม่ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองชาติพันธุ์เดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากชาวปะโอที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
สมาชิกพรรคเสือเผือกรายนี้ยังมองว่า เป็นการสูญเสียและเป็นบทเรียนทางการเมืองครั้งใหญ่ของชาวไทใหญ่ ทำให้การทวงคืนที่นั่งในสภาของอนาคตจากพรรคอื่นก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากชาวไทใหญ่นับล้านคนที่อยู่ในประเทศไทยหันมาสนใจการเมือง มีความเข้าใจว่า การเมืองคือเรื่องปากท้องและผลประโยชน์ของประชาชนเอง และกลับมาเลือกตั้งพรรคไทใหญ่ในบ้านเกิดในอีก 5 ปีข้างหน้า และมีการวางแผนทางการเมืองที่ดี ก็เชื่อว่า พรรคการเมืองไทใหญ่จะสามารถทวงคืนที่นั่งในสภากลับมาได้
“ยิ่งมีการออกมาสนับสนุนทางการเมืองน้อย นั่นหมายความว่าเรายิ่งมีความสูญเสียมากเท่านั้น ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะไปโทษเป็นความผิดของพรรคการเมือง หรือไปโทษสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นที่ลงเล่นการเมืองก็มีความเสียสละและทำงานอย่างเต็มที่ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองเป็นเช่นนี้” จายเสือหาญกล่าว
ทางด้านพรรคหัวเสือ หรือพรรคสันนิบาตแห่งชาติไทใหญ่เพื่อประชาธิปไตย (Shan Nationalities League for Democracy -SNLD) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่ชาวไทใหญ่ไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่จัดโดยกองทัพพม่า ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เป็นการจัดฉากให้กองทัพตั๊ตมะด่อว์อยู่ในอำนาจต่อไปเท่านั้น



