เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 นายซุงติง (Zung Ting) นักสิ่งแวดล้อมคะฉิ่นซึ่งทำงานพัฒนาชุมชนและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในรัฐคะฉิ่น มากว่า 20 ปีให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ถึงสถานการณ์การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ทในรัฐคะฉิ่นโดยล่าสุดมีข่าวว่ากองกำลังเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independent Army-KIA)ได้ตกลงเงื่อนไขต่างๆกับบริษัททำเหมืองแร่ชาวจีนได้แล้ว ว่าเมื่อวันก่อนตนได้โทรคุยกับเพื่อนที่ทำงานด้านนี้ในเมืองชิปเวซึ่งมีการหารือกันอยู่กับธุรกิจจีนที่ยังไม่เข้ามาใหม่ แต่มีคนทำเหมืองเดิมอยู่ มีการทำงานร่วมกับ KIA ที่ก็ได้มีการออก “ระเบียบ” เพื่อติดตามการทำเหมืองอะไรทำนองนี้ ตนคิดว่ามาตรฐานการทำเหมืองแร่คงจะดีกว่าที่พม่าทำแบบเมื่อก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่าระเบียบการทำเหมืองแร่ใหม่ของ KIA นี้ จะทำให้ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมดีขึ้นหรือไม่ นักสิ่งแวดล้อมคะฉิ่นกล่าวว่า ตนคิดอย่างนั้น ก่อนหน้านั้นภายใต้กองทัพพม่า นักทำเหมืองแร่ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แต่ตอนี้มีการกดดันมายัง KIA มีภาคประชาสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน ติดตามตลอด KIA ก็ฟังและได้รับการกดดัน
“ขณะนี้คนคะฉิ่นจับตาดูอย่างใกล้ชิดมาก ผมคิดว่าก็คงจะดีกว่าเดิมหน่อย แต่ก็อย่างที่ทราบ คนทำเหมืองแร่เขาใช้วิธีการเดิม จะทำให้ถูกต้อง มีกระบวนการที่รักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ตอนนี้เราก็ได้แต่จับตามมอง KIA เขาก็รักแผ่นดิน เพียงแต่ไม่ทราบ ไม่มีข้อมูลว่าจะทำอย่างไรให้ถูกต้องได้มาตรฐาน” นาย Zung Ting กล่าว
นักสิ่งแวดล้อมคะฉิ่นตอบคำถามผู้สื่อข่าวในประเด็นการคืนรายได้จากการทำเหมืองแร่กลับสู่ชุมชน ว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนสนใจและเป็นห่วง ในเอกสารต่างๆ ที่ทำมา เราห่วงเรื่องนี้ ตรงนี้เป็นเขตเหมือง ชุมชนไม่มีโรงเรียน ไม่มีสถานีอนามัย ถนนและการสัญจรก็เลวร้ายมาก
“ผมพูดเรื่องนี้ตลอดในภาษาคะฉิ่น ตอนนี้เขา (กองกำลัง KIA) เข้าไปมีอิทธิพลในเหมืองแร่แล้วก็ต้องแสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าเขาทำได้ดีกว่า แต่ก็นั่นล่ะต้องจับตามมอง หากเขาทำดีเราก็ชม แต่หากไม่คืนรายได้ให้ชุมชนเราก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์แน่นอน”นายซุง ติง กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกองทัพพม่าซึ่งได้อาวุธจากจีนสนับสนุนมาแล้ว แต่ทำไม่ทหารพม่าไม่ยึดคืนพื้นที่บริเวณนี้ซึ่งเป็นแหล่งแร่ที่สร้างมูลค่ามหาศาล นักสิ่งแวดล้อมคะฉิ่นตอบว่า เห็นได้ว่าทางจีนพยายามตลอด ทั้งสนับสนุนเครื่องบินและอื่นๆ ทำงานกับทหารบ้าน militia และกองกำลัง NDAK (ภายใต้อิทธิพลของกองทัพพม่า) ก็พยายามมาก และได้พยายามรุกกลับเข้ามาแต่ก็ยังไม่สำเร็จ ขณะที่ตอนบนของรัฐคะฉิ่น “โปตาโอ” กลุ่มทหารบ้านเป็นกลุ่มระวัง เขาก็ไปหาและกองทัพพม่ายังคงส่งเครื่องบินโจมตีเรื่อยๆ แต่ KIA สู้กลับอย่างไม่หยุด พม่าจึงยังเอาคืนได้ไม่สำเร็จ รวมถึงเขตเหมืองหยกด้วย เขามียุทธศาสตร์เอาคืนแน่นอน แต่ยังไม่สำเร็จ
“ จีนหนุนกองทัพพม่าสุด ๆ โดยเฉพาะโดรน ส่งมาจากจีน ทั้งเครื่องบินทหารก็ส่วนใหญ่ของจีน แต่เขาก็ต่อรองการค้ากับ KIA เช่นเดียวกัน จีนเขาเล่นทุกหน้าที่ที่ทำให้ได้ประโยชน์”นักสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่นผู้นี้ กล่าว
เมื่อถามอีกว่า KIA มีนโยบายสร้างสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจ ทั้งจีน สหรัฐ หรืออินเดีย ที่ต้องการแรร์เอิร์ธอย่างไร นาย Zung Ting กล่าวว่า KIA พยายามอยู่ตรงกลางและหาทางสร้างตลาดใหม่ อินเดียก็มาหาเจ้าหน้าที่ KIA ระดับสูง
“ผมได้ยินมาว่าคนของ KIA ได้เดินทางไปอินเดียและเจรจาการขายแร่ แต่จีนนั้นเป็นตัวหลักมียุทธศาสตร์ชัดเจน KIA พยายามหาทางสร้างตลาดอื่นๆ ด้วย การสู้รบนั้นอาจแย่ไปกว่านี้ KIA ยังคงเจรจากับจีนได้ ตอนนี้จำเป็นต้องขายจีน ไม่มีทางเลือก ผมได้คุยกับเพื่อนที่อยู่ชิปเว ทราบมาว่าต่อรองราคา ตอนนี้ค่าภาษีก็สูงมากกว่าเดิม จึงพยายามหาตลาดใหม่ KIA เองก็ได้เพิ่มภาษีเหมืองแร่ด้วย และขอแบ่งสัดส่วนของแร่ เพื่อขายเองด้วย กำลังสร้างระบบการค้า”นายซุง ติง กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าเหมืองในคะฉิ่นยังเดินหน้าแบบเดิมหรือไม่ นายซุง ติงกล่าวว่าใช่ และตอนนี้อยู่ภายใต้ KIA โดยพยายามทำการค้ากับจีน แต่ก็เป็นไปอย่างช้าๆ จึงเห็นได้ว่าไม่มีเหมืองเปิดใหม่เพิ่มมากนักในห้วงนี้ เหมืองเดิมยังดำเนินอยู่ การเปิดเหมืองใหม่จะมีต้นทุนแพงขึ้นเพราะจะมีมาตรการต่างๆ มากขึ้น ทุกวันนี้ยังขนแร่ไปขายจีน แต่จะราคาถูกๆ แบบเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว
“สถานการณ์แบบนี้แหละ เขาจึงอยากขยายลงไปเขตว้า UWSA และทางรัฐฉานใต้ เพราะที่คะฉิ่นไม่เหมือนเดิม เป็นเกมที่เราเล่น ในรัฐคะฉิ่นก็มีว้า พูดภาษาเดียวกัน มีว้ามาทำเหมืองในคะฉิ่น และ UWSA ก็เป็นกองกำลังพันธมิตรกันอยู่แล้ว ว้าทำหน้าที่เป็นคล้ายๆ พ่อค้าคนกลาง ในคะฉิ่นก็มีเจ้าหน้าที่ของกองกำลังว้า UWSA อยู่ด้วย เขามีส่วนการค้าของกองกำลังปฏิบัติงานอยู่ที่นี่ ทั้ง KIA และ UWSA ทำงานร่วมกัน เป็น partners กัน” นายซุง ติง กล่าว
เมื่อถามว่า คะฉิ่น KIA ได้วางโครงสร้างการปกครองของรัฐคะฉิ่นไว้แล้วหรือไม่ นายซุง ติงกล่าวว่า ใช่ มีระบบโครงสร้างที่ชัดเจน ตนเองก็เป็นประชาชนคะฉิ่น ก่อนรัฐประหารในพม่าเรามีการประชุมสภา เราเป็นคริสเตียนแบ๊บติส มีการสัมมนาใหญ่ทุก 4 ปี เป็นแบบอมริกันแบ๊บติส คะฉิ่นมีธรรมนูญ มีการรับฟังจากประชาชน เป็นความเข้มแข็งของเรา แต่หลังรัฐประหารโครงการก็น้อยลงบ้าง เมื่อก่อนทุกปีเรามีประชุม รวมชาวคะฉิ่นทั่วโลกมาประชุม มีระบบประชาธิปไตยที่ดี สร้างเป็นสถาบัน
“ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ โครงสร้างยังคงอยู่ แต่ไม่ active มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในพม่า KIA ต้องดูแลขบวนการปฏิวัติทั้งพม่า กลุ่ม PDF ต่างๆ เขตสะกาย มะเกว ต้องรับการดูแลจากทางกองกำลังคะฉิ่น รวมถึงรัฐบาลเงา NUG ก็ด้วย คือยุ่งเรื่องนี้จึงไม่ได้จัดการนัก ทุกคนต้องรบในพื้นที่ ในโครงสร้างจึงไม่เข้มแข็งมาก และข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางด้วย ไม่สามารถไปประชุมที่เมืองไลซาได้เหมือนในอดีต บางทีมีพวกทหารบ้านดักตามทาง จึงไม่ปลอดภัย” ชาวคะฉิ่นผู้นี้ กล่าว
————-



