
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายมานพ คีรีภูวดล อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการปรับปรุงถนนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า(ขสป.)แม่ยวมฝั่งขวา อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ว่าข้อเท็จจริงคือถนนแห่งนี้เป็นเส้นทางเก่าที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การตัดถนนใหม่ โดยในกฎหมายสามารถใช้อำนาจของหัวหน้าขสป.ในการปรับปรุงได้โดยตนมีข้อมูลว่าหน่วยงานรัฐ ทั้งตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) ทหารพราน ครู หมออนามัย ที่อยู่ในเขต ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง ในช่วงหน้าฝนไม่สามารถเดินทางในเส้นทางปกติที่เลาะลำห้วยได้เพราะน้ำในลำห้วยสูงจึงต้องใช้เส้นทางลัดนี้ตลอด รวมทั้งส่วนราชการต่างๆ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อถึงฤดูน้ำหลากต้องใช้เส้นทางนี้ทุกหน่วยงาน จากอำเภอแม่สะเรียงเข้าสู่พื้นที่ ต.เสาหิน ใช้เส้นทางนี้ โดยไปทาง อ.แม่ลาน้อย แต่ในช่วงหน้าแล้งไม่ค่อยได้ใช้
“ถนนนี้มีเส้นทางเดิมอยู่แล้ว เป็นการปรับปรุง และควรทำให้ดีขึ้น เป็นถนนความมั่นคงชายแดน เพราะจากฐานปฏิบัติการทหารพราน ข้ามไปอีกเมืองของฝั่งพม่าใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น จึงควรปรับเส้นทางสัญจรเพื่อให้ประชาชนได้ใช้และเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงด้วย ” อดีตสส.ปชน.กล่าว และว่า “เขาอาจจะกำลังพยายามหาแพะ จริงๆแล้วต้องเทียบเคียงกับสถานการณ์ทางชายแดนไทยกับพูชา ว่าเมื่อเกิดเหตุไม่สงบการเคลื่อนที่ของกองทัพยากมาก สุดท้ายต้องตัดถนนเข้าไปเร่งด่วน เช่น กรณีภูมะเขือ พื้นที่บริเวณนี้ในฝั่งตรงกันข้ามก็มีสถานการณ์สู้รบเช่นกัน หน่วยงานด้านความมั่นคงควรวางยุทธศาสตร์ไว้ให้ดี”
ผู้สื่อข่าวถามว่า สิทธิของชุมชนดั้งเดิมและกฎหมายของบ้านเมือง ความเหมาะสมควรเป็นอย่างไร นายมานพกล่าวว่า ในยุคที่พม่าเป็นของอังกฤษ บริเวณชายแดนริมแม่น้ำสาละวินได้มีการค้าขายกับพม่า มีด่านการค้าหลายจุด ทั้งบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง และอีกหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับที่บ้านเสาหิน มีบรรยากาศค้าขายคึกคักมากในยุคนั้น เห็นได้ปัจจุบันยังมีโรงพักเก่าซึ่งสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2570 แต่มีการพิสูจน์เนื้อไม้ที่สร้างโรงพักระบุว่าเป็นปี 2584 โดยมีถนนเชื่อมไปยังฝั่งพม่าสู่ตัวเมือง ซึ่งดูได้จากแผนที่ในกูเกิล ดังนั้นในชายแดนแถบนี้อดีตมีความรุ่งเรือง มีการค้าขายมาอย่างยาวนาน ดังนั้นรัฐบาลควรเข้ามาพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้กับชาวบ้านทีเขาอยู่กันมานานก่อนประกาศอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
“หากท่านไม่ทราบข้อมูล สามารถสอบถามผมได้ ผมเคยอภิปรายในสภาแล้ว ว่าตรงนี้จำเป็นต้องมีเส้นทางสัญจรเพื่อความมั่นคง ในระยะยาวควรทำให้เป็นเส้นทางเพื่อความมั่นคง และส่งเสริมการท่องเที่ยว การพัฒนาการค้าชายแดนเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ”อดีต สส.ปชน.เชื้อสายกะเหรี่ยง กล่าว
นายมานพกล่าวว่า ปัญหาที่เป็นข่าวดังเกิดจากการเมืองในกรมอุทยานฯซึ่งเราไม่รู้ว่าใครเป็นใครและทำเพื่ออะไร แต่ควรเอาการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนควบคู่ไปกับความมั่นคง ลองนึกภาพว่าหากมีกองกำลังอะไรไม่รู้ที่ไม่เป็นมิตรกับไทยบุกเข้ามา เราจะทำอย่างไร อย่าให้ความขัดแย้งในกรมอุทยานมาเป็นประเด็นกลบสถานการณ์ที่สำคัญของบ้านเมืองเลย
ด้านนายสุมิตรชัย หัตถสาร หรือ “ทนายแย้”ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและผู้ก่อตั้งศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ว่า ได้พูดคุยกับชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงคนขับรถแบ็คโฮที่เข้าไปปรับไถถนนและถูกดำเนินคดี ทำให้ทราบที่มาที่ไปเรื่องการทำถนนซึ่งอดีตหัวหน้าขสป.เสนอและมีการทำประชาคมที่หมู่บ้านห้วยไก่ป่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 โดยมีผู้แทนหน่วยงานราชการเข้าร่วมฟังกว่า 10 คน และชาวบ้านลงชื่อเกือบร้อยคน และประชาคมอีกครั้งที่บ้านแม่กองเป๊าะ โดยมีประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)เข้าด้วย ซึ่งทั้ง 2 ครั้งต่างสนับสนุนการปรับปรุงถนน
“ทราบจาก อบต.ในพื้นที่ว่าเมื่อปี 2549 ทางฝ่ายทหารมีแผนปรับถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางด้านความมั่นคง แต่กรมอุทยานฯพานักข่าวไปคัดค้านจนไม่ได้สร้าง ทั้งๆที่เส้นทางนี้อยู่ในความต้องการของชาวบ้านมานานแล้ว ทั้งย่นระยะทางและปลอดภัยกว่า”นายสมิตรชัย กล่าว
ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า รอบนี้อดีตหัวหน้าขสป. จึงนำเสนอให้ปรับปรุงถนนเพราะเคยมีการมอบอำนาจจากอธิบดีเป็นคำสั่งให้หัวหน้า ขสป. เสนอแผนได้เมื่อปี 2567 โดยอธิบดีสามารถให้หน่วยงานในพื้นที่ทำสาธารณูปโภคได้ และอำนาจอนุมัติถ่ายโอนมาที่แม่สะเรียง แผนบริหารพื้นที่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งอาจเป็นที่มาที่มีการจัดรับฟังความคิดเห็นและเชิญฝ่ายปกครองท้องที่ท้องถิ่นเข้าร่วม โดยทุกคนรับรู้และเห็นด้วย และเข้าใจว่าหัวหน้า ขสป. ได้เอาเข้าที่ประชุมอำเภอด้วย คือทั้งหมดผ่านการรับรู้ของหน่วยงานในพื้นที่ทั้งหมดแล้ว โดยกระบวนการเมือรับฟังแล้วต้องทำโครงการส่งไปที่สำนักอนุรักษ์ที่ 16 แต่เราไม่รู้ว่าได้เสนอหรือไม่ ฟังจากชาวบ้านคือบอกว่าเสนอไปแล้ว แต่งบประมาณปีนี้ไม่ทัน ต้องรองบปีต่อไป
“เราไม่ทราบว่ามีความขัดแย้งอะไรกัน แต่นำมาสู่การดึงนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เข้ามาแล้วบึ้มบอกว่ามีการตัดไม้ในพื้นที่มากมาย ซึ่งชาวบ้านบอกว่าไม่มีการตัดไม่ใหญ่ที่มีมูลค่าเลย มีเพียงไม้ต้นเล็กบนดอย เช่น ต้นก่อ ที่สำคัญคือไม่ได้ขนไม่ออกไปข้างนอก ตอนนี้ยังกองอยู่ข้างทาง และเจ้าหน้าที่ ขสป.คอยคุมงาน และชี้เป้าหมายให้ไถตามคำสั่ง”ทนายความผู้นี้ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่อยู่มาก่อนป่าควรได้รับการพัฒนาสาธารณูปโภค ในขณะที่มีกฎหมายแข็งตัว ควรมีทางออกอย่างไร นายสมิตรชัยกล่าวว่า ภาพที่ถูกฉายคำว่าเขตรักษาพันธุ์ฯ คนก็เข้าใจว่าตรงนั้นไม่มีคนอยู่แล้วมาตัดถนนได้อย่างไร แต่ความจริงคือมีชุมชนอยู่มาก่อนประกาศ ขสป. ตั้งแต่บ้านเสาหินมา อ.แม่ลาน้อย ชาวบ้านยากลำบากมานานแล้วจากเส้นทางสัญจร และฝ่ายทหารก็เสนอให้ทำเป็นเส้นทางความมั่นคง ซึ่งหากตัดถนนนี้ทั้งชาวบ้านและหน่วยงานจะสะดวกได้รับประโยชน์กันทุกฝ่าย“ควรมีการประชุมหน่วยงานราชการทั้งหมด เอาผลประชาคมมาพิจารณา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทส.ได้ออกประกาศกระทรวงฯ ที่รับรองสิทธิชุมชนได้ ต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและอดีตหัวหน้า ขสป. ก็ได้ทำไปตามกฎหมาย ชุมชนมีสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ และพรบ.ชาติพันธุ์ก็ได้รับการรับรองสิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เรื่องนี้ต้องนำมาพิจารณาด้วย จะมาดราม่าว่าค้าไม้ ค้าของเถื่อน มันไม่เป็นธรรมกับชาวบ้านเลย”ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าว
“ควรมีการประชุมหน่วยงานราชการทั้งหมด เอาผลประชาคมมาพิจารณา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทส.ได้ออกประกาศกระทรวงฯ ที่รับรองสิทธิชุมชนได้ ต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและอดีตหัวหน้า ขสป. ก็ได้ทำไปตามกฎหมาย ชุมชนมีสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ และพรบ.ชาติพันธุ์ก็ได้รับการรับรองสิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เรื่องนี้ต้องนำมาพิจารณาด้วย จะมาดราม่าว่าค้าไม้ ค้าของเถื่อน มันไม่เป็นธรรมกับชาวบ้านเลย”ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าว


