
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล เปิดเผยว่า การปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ เนื่องจากสถานการณ์สแกมเมอร์ตามแนวชายแดนไทย ทั้งเมียนมา ลาว และกัมพูชา ยังคงมีการล่อลวงคนไทยเข้าไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกัมพูชาที่มีความรุนแรงที่สุดโดยพบคนไทยถูกล่อลวงมากที่สุด
“วันนี้เพียงวันเดียวได้รับแจ้งเหตุถึง 16 ราย ส่วนใหญ่ถูกบังคับให้สแกนใบหน้าเพื่อเปิดบัญชีม้าและทำงานหลอกลวงคนไทยด้วยกันเอง คาดว่ามีคนไทยติดอยู่ในฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์กัมพูชากว่า 10,000 คน และถูกคุมขังในเรือนจำอีกกว่า 3,000 คน การประสานงานนำตัวออกมาทำได้ยากลำบากขึ้นหลังเกิดเหตุสู้รบบริเวณชายแดนรอบที่สอง ทำให้บางรายติดคุกยาวนานถึง 7-8 เดือน”นายจารุวัฒน์ กล่าว
รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอลกล่าวว่า ส่วนในลาว ยังคงมีผู้ถูกหลอกไปทำงานที่ “คิงส์โรมัน” เฉลี่ยเดือนละ 100 คน ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา เพิ่งมีการติดต่อขอความช่วยเหลือเข้ามา 3 ราย ซึ่งการประสานงานกับทางการลาวยังพอทำได้มากกว่าฝั่งกัมพูชาและฝั่งเมียนมา แต่ปัจจุบันพบคนไทยน้อยลง เนื่องจากมาตรการกดดันอย่างหนักจากฝั่งไทย ทำให้ขบวนการเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายการล่อลวงเป็นคนสัญชาติอื่นสังเกตได้จากการทลายแก๊งสแกมเมอร์ล่าสุด
“วิธีการของแก๊งเหล่านี้มีความโหดเหี้ยมขึ้น ทั้งการทำร้ายร่างกาย บังคับขู่เข็ญ ไปจนถึงขั้นทำร้ายจนเสียชีวิต ซึ่งเป็นแก๊งคนจีน เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกันทั้ง 3 ประเทศ เพราะรูปแบบการทำงาน วิธีการล่อลวง และบทลงโทษเหยื่อเป็นรูปแบบเดียวกัน”นายจารุวัฒน์ กล่าว
รองประธานมูลนิธิฯกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือระบบการคัดแยกผู้ต้องหากับเหยื่อในประเทศไทยที่ยังไม่มีความชัดเจน โดยคนไทยหลายพันคนที่ได้รับการช่วยเหลือกลับมา กลับต้องถูกกฎหมายซ้ำเติม กลายเป็นผู้ต้องหาในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และความผิดฐานเปิดบัญชีม้าที่มีโทษรุนแรง ทั้งที่พวกเขาคือเหยื่อที่ถูกล่อลวงและบังคับขู่เข็ญ ส่งผลให้เสาหลักของหลายครอบครัวต้องโทษจำคุกและขาดโอกาสในการทำมาหากิน ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาทางแก้ไข
นายจารุวัฒน์กล่าวต่อว่า ปัญหาใหญ่คือ กลไกการส่งต่อระดับชาติ หรือ NRM (National Referral Mechanism) ซึ่งเป็นมาตรการหลักในการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ออกจากผู้กระทำความผิด ยังไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่มักมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาถูกบังคับขู่เข็ญ แต่กลับมุ่งเน้นการดำเนินคดีตามตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงานได้บุกเข้าจู่โจมบ้านเช่าเลขที่ 131 หมู่ที่ 4 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่าถูกใช้เป็นแหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลบหนีการปราบปรามจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศไทย สามารถควบคุมตัวชายชาวจีนได้ทั้งหมด 11 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอยู่เกินกำหนด (Overstay) จำนวน 4 ราย และกลุ่มลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย จำนวน 7 ราย โดยยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือที่ใช้ก่อเหตุจำนวน 45 เครื่อง โดยผู้ต้องหาทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางและไม่พบข้อมูลในระบบตรวจคนเข้าเมืองไทย
นอกจากนี้ ยังได้จับกุมผู้นำพาและผู้ให้การช่วยเหลือชาวไทยและบุคคลไม่มีสัญชาติไทยอีก 2 ราย ขณะขับรถยนต์ มารับกลุ่มจีนเทาเพื่อไปส่งในตัวเมืองเชียงราย โดยสารภาพว่าได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 2,500 บาท และเคยรับจ้าง มาแล้ว 2 ครั้ง โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการกวาดล้างอย่างหนักในฝั่งเมียนมา โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา กำลังทหารและตำรวจเมียนมาได้บุกทลายฐานสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ ณ โรงแรม International Hotel บริเวณบ้านแม่ขาว จ.ท่าขี้เหล็ก ห่างจากสะพานพรมแดนแม่สายแห่งที่ 2 เพียงไม่ถึง 1 กิโลเมตร