Search

เสียงสะท้อนจากชาวไทใหญ่ในความหวัง “เอกภาพ” ของกองกำลังฉานเหนือ-ใต้

ภายหลังจากที่ผู้นำระดับสูงของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองกำลังรัฐฉานใต้ RCSS/SSA (Restoration Council of Shan State/ Shan State Army) นำโดยพลเอกเจ้ายอดศึก และผู้นำระดับสูงของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน/กองกำลังรัฐฉานเหนือ SSPP/SSA (Shan State Progress Party/Shan State Army) นำโดย นายพลเปิ่งฟ้า ผู้นำหมายเลข 3 และพันเอกจายสู้ ได้ร่วมหารือกันอย่างไม่เป็นทางการที่เมืองกุ๋นเหง ทางใต้รัฐฉาน เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

การพบกันครั้งนั้นได้สร้างความสนใจอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวไทใหญ่ด้วยความชื่นชมและกลายเป็นกระแสตอบรับในทางบวก พร้อมทั้งความคาดหวังต่างๆมากมาย ซึ่งผู้สื่อข่าวสำนักข่าวชายขอบได้สอบถามความคิดเห็นไปยังชาวไทใหญ่ในประเทศไทย

คำหลาว หญิงชาวไทใหญ่ที่ทำงานในองค์กรภาคประชาสังคมแห่งหนึ่ง และเป็นอีกคนที่ต้องหนีภัยสงครามจากเมืองล่าเสี้ยว ทางเหนือของรัฐฉานมาอยู่ที่ประเทศไทยได้เปิดเผยความรู้สึกว่า เธอเห็นเป็นเรื่องที่ดีที่กองกำลังรัฐฉานเหนือและใต้ได้พบหารือกัน แม้เพื่อนของเธอบางส่วนในรัฐฉานเองจะบอกแบบติดตลกว่า ทั้งสองฝ่ายน่าจะพบกันโดยบังเอิญที่งานทำบุญมากกว่า อย่าได้คาดหวังอะไรมากไปกว่านั้นก็ตาม

“ฉันถือว่า เป็นเรื่องที่ดีที่พวกเขาทั้งสองฝ่ายได้พบกัน แต่พวกเขาจะร่วมกันทำงาน หรือรวมกันได้หรือไม่นั้น เป็นอีกขั้นหนึ่ง หากพวกเขาจะรวมกัน การปกครอง การบริหาร การจัดการต่างๆจะดำเนินการอย่างไร การรวมกันของทั้งสองกองกำลังมันจะมีความเป็นไปได้จริงหรือ จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ นั่นก็ยังเป็นคำถามที่อยู่ในใจของฉันเช่นกัน ” คำหลาวกล่าว

อย่างไรก็ตาม คำหลาวเห็นว่า หากทั้งกองกำลังรัฐฉานเหนือและใต้รวมกันได้ สิ่งที่เธอไม่อาจปฏิเสธที่จะคาดหวังได้ก็คือ ทั้งสองกลุ่มจะดูแลในด้านความปลอดภัย การปกป้องชีวิตของประชาชนในรัฐฉานอย่างไร เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ในขณะนี้ว่า ประชาชนชาวไทใหญ่ เช่น ในเมืองแสนหวี ในเมืองล่าเสี้ยว ทางเหนือของรัฐฉานกำลังถูกกดขี่ แล้วทั้งสองกลุ่มจะดำเนินการอย่างไรกับพื้นที่ที่ต้องสูญเสียไปให้กับกลุ่มติดอาวุธกลุ่มอื่นๆอย่างไร

ความเห็นของคำหลาวสอดคล้องกับความเห็นของจายแลง หนุ่มวัย 26 ปี จากเมืองป๋างโหลง ซึ่งทำงานช่วยเหลือด้านผู้ลี้ภัย และยังเคยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ในมหาวิทยาลัยในเมืองตองจี แต่ต้องหยุดเรียนกลางคันหลังรัฐประหารปี 2564 เพราะไปเดินประท้วงกองทัพพม่าที่ออกมายึดอำนาจ

“เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่ทั้งสองกลุ่มได้มีโอกาสพบหารือกัน มันทำให้ผมมีกำลังใจมากขึ้น หากเราดูลึกๆแล้ว ผู้นำทั้งสองฝ่ายมาพบกันไม่ใช่ในฐานะตัวแทนกองทัพ แต่มาเจอกันในฐานะคนรู้จักกันแบบส่วนตัว เป็นการมาร่วมงานบุญแล้วมาเจอกัน กินข้าวร่วมกัน ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองฝ่ายได้สร้างความใกล้ชิดเชื่อใจกันมากขึ้น”

จายแลงยังกล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในรัฐฉานขณะนี้ ไม่เอื้ออำนวยให้ทั้งกองกำลังรัฐฉานใต้ และกองกำลังรัฐฉานเหนือ เป็นหนึ่งเดียวกันได้เพราะชาวไทใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรศาสนา หรือองค์กรเยาวชน ไม่มีพลังมากพอในการผลักดันให้กองกำลังทั้งสองกลุ่มหันหน้าเข้าหากัน อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองกลุ่มอาจจะไม่สามารถรวมกันได้ แต่สิ่งที่ชาวไทใหญ่รุ่นใหม่คาดหวังคือ อย่างน้อยที่สุด ทั้งกองกำลังรัฐฉานใต้และเหนือจะเป็นพันธมิตรกัน ทั้งในเรื่องการทหาร การเมืองและเศษฐกิจ

“ในความเห็นของผม คนไทใหญ่ทั้งในและนอกประเทศยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องการปฏิวัติต่อสู้ของพวกเราเองด้วยซ้ำ หากเรามาศึกษาเส้นทางการปฏิวัติของไทใหญ่ลึกๆแล้ว เราจะเห็นว่า กองทัพไทใหญ่ กลุ่มติดอาวุธไทใหญ่นั้นเข้มแข็งกว่าภาคประชาชน กองทัพมักเป็นผู้นำ และประชาชนมักเป็นผู้ตามอยู่เสมอ แต่เมื่อเรากลับมาดูที่คนพม่า เราจะเห็นว่า ภาคประชาชนพม่านั้นเข้มแข็งกว่ากองทัพ ทั้งด้านการปฏิวัติ การเมือง การศึกษาก็ดี แต่คนไทใหญ่ เราเองยังต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเองเป็นอันดับแรกเสียก่อน ” เขากล่าว

ขณะที่ชาวไทใหญ่บางราย อย่างจายแสงแก้ว วัย 41 ปี ซึ่งทำงานด้านสื่อในพม่าวิเคราะห์ว่า การพบปะกันของผู้นำไทใหญ่ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทางกองกำลังรัฐฉานเหนือ อาจอยู่ในสถานการณ์ลำบากหรือไม่ ถึงมีท่าทีอ่อนลง ซึ่งล่าสุดกองทัพพม่าสั่งให้กองกำลังรัฐฉานเหนือ ถอนออกจากในหลายพื้นที่ของรัฐฉานใต้ที่เมืองล๊อกจอก และวันนี้ (11 มีนาคม 2569) กองทัพพม่าและ SSPP/SSA ได้ปะทะกันที่เมืองจ๊อกเม ทางเหนือของรัฐฉาน

“ผมมองว่า ตอนนี้ SSPP/SSA ไม่เหลือเพื่อนแล้วและประชาชนก็เสื่อมศรัทธา ในขณะที่กองทัพพม่าก็กำลังบีบกองทัพรัฐฉานเหนือและวางบทให้เป็นตัวร้าย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้องระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง ผมมองว่า มันถึงเวลาแล้วที่ทั้งกองกำลังรัฐฉานเหนือและใต้จะต้องหันมาร่วมมือกัน เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว” จายแสงแก้วกล่าว

ขณะที่คำหลาว กล่าวทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ในรัฐฉานนั้นเลวร้ายลงในทุกๆด้าน แต่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดในตอนนี้คือเรื่องปัญหายาเสพติดและการพนัน“คนหนุ่มสาวติดยาเสพติดจำนวนมาก เราจะเห็นตามข่าวที่มีหญิงสาวใช้ยาเคจนเสียชีวิตตามร้านสถานบันเทิง มีร้านขายยาเสพติดถึง 33 แห่งในเมืองหมู่เจ้และเปิดขายกันอย่างเสรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันมากับพวกสแกมเมอร์ มากับการพนันที่มีการเปิดอย่างเสรี โดยเฉพาะในชุมชนที่มีประชากรชาวไทใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก จริยธรรมของคนหนุ่มสาวในรัฐฉานขณะนี้มันเริ่มเสื่อมถอยลงไปมาก กลายเป็นสังคมที่ไม่น่าอยู่ ซึ่งหากวันหนึ่งฉันสามารถกลับบ้านได้ หรือหากวันหนึ่งทั้งกองกำลังรัฐฉานเหนือและใต้สามารถรวมกันได้ก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับกองกำลังไทใหญ่ และฉันก็ยังไม่อาจมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย หากวันหนึ่งฉันมีลูก ฉันก็คงไม่อยากให้ลูกเติบโตในสังคมเช่นนี้” คำหลาวสะท้อนความรู้สึก

“คนหนุ่มสาวติดยาเสพติดจำนวนมาก เราจะเห็นตามข่าวที่มีหญิงสาวใช้ยาเคจนเสียชีวิตตามร้านสถานบันเทิง มีร้านขายยาเสพติดถึง 33 แห่งในเมืองหมู่เจ้และเปิดขายกันอย่างเสรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันมากับพวกสแกมเมอร์ มากับการพนันที่มีการเปิดอย่างเสรี โดยเฉพาะในชุมชนที่มีประชากรชาวไทใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก จริยธรรมของคนหนุ่มสาวในรัฐฉานขณะนี้มันเริ่มเสื่อมถอยลงไปมาก กลายเป็นสังคมที่ไม่น่าอยู่ ซึ่งหากวันหนึ่งฉันสามารถกลับบ้านได้ หรือหากวันหนึ่งทั้งกองกำลังรัฐฉานเหนือและใต้สามารถรวมกันได้ก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับกองกำลังไทใหญ่ และฉันก็ยังไม่อาจมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย หากวันหนึ่งฉันมีลูก ฉันก็คงไม่อยากให้ลูกเติบโตในสังคมเช่นนี้” คำหลาวสะท้อนความรู้สึก

ภาพจาก Tai Freedom และ SSPP Info