ภาสกร จำลองราช
บ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่เมืองชายแดนอยู่ติดกับรัฐคะเรนนี หรือกะเหรี่ยงแดง ประเทศพม่า แม้ระยะทางห่างจาก อ.แม่สะเรียงเพียง 90 กม. แต่ถนนที่ไปสู่พื้นที่แห่งนี้ “โคตรหิน” ซึ่งคนในพื้นที่ต่างรู้ดีในความยากลำบากของเส้นทางที่ต้องวิ่งไปบนหินในล้ำห้วยยาวไกล
แม้บ้านเสาหินเป็นจุดผ่อนปรนชั่วคราว ซึ่งมีการนำเข้าและส่งออกสินค้า แต่ด้วยความยากลำบากของเส้นทาง ทำให้ไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ที่นี่ก็ยังเป็นช่องทางการค้าท้องถิ่นที่น่าสนใจ
ถนนไปสู่ชายแดนเสาหินเป็นข่าวโด่งดัง เมื่อมีการปรับปรุงเส้นทางระหว่างหมู่บ้านห้วยกองเป๊าะ-ขุนแม่สอง ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า(ขสป.)แม่ยวมฝั่งขวา โดยถนนเส้นนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นการตัดไม้ทำลายป่าและระบบนิเวศในพื้นที่ไข่แดงของการอนุรักษ์คือ ขสป. พร้อมทั้งเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการขนย้ายยาเสพติดและของเถื่อนต่างๆ
ขณะเดียวกันเพื่อให้สถานการณ์ “รองรับ” มุ่งไปสู่เป้าหมายซ่อนเร้น จึงมีการเข้าไปตรวจค้นและบุกยึดไม้แปรรูปในวัดแม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อนำมาอวดอ้างว่าเป็นไม้ของกลางที่ตัดมาจากการตัดถนนเส้นใหม่ แต่ชาวบ้านแม่ลาหลวงรู้เท่าทันและพากันปิดล้อมไม่ให้คณะเจ้าหน้าที่นำไม้ออกไปจากวัด เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม้แปรรูปเหล่านี้ได้มาจากแรงศรัทธาของประชาชนที่ระดมกันบริจาคเพื่อใช้สร้างโบสถ์ โดยไม่เกี่ยวข้องใดๆกับไม้ที่ปรับปรุงถนนในเขต ขสป.แม่ยวมฝั่งขวาเลย
ผู้สื่อข่าว “สำนักข่าวชายขอบ”ได้ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางสู่บ้านเสาหินซึ่งมี 2 เส้น คือจาก อ.แม่ลาน้อย ผ่านบ้านขุนแม่สอง สู่บ้านเสาหินระยะทางราว 50 กม. และเส้นทางจาก อ.แม่สะเรียง ผ่านบ้านโพซอไปสู่ชายแดนเสาหิน ระยะทางราว 90 กม.
ขาไปเราใช้เส้นทางจาก อ.แม่ลาน้อย สู่บ้านห้วยกองเป๊าะ และใช้ถนนปรับปรุงใหม่ข้ามไปยังหย่อมบ้านขุนแม่สอง ก่อนต่อไปยังชายแดนบ้านเสาหิน โดยเริ่มต้นจากวัดแม่ลาหลวง ซึ่งขณะนี้ต้องใช้สแลนดำล้อมรอบประตูเข้าวัดด้านหน้าพร้อมข้อความ “ปิดวัด”
“ตั้งแต่เกิดเหตุที่เขาจะมายึดไม้ ชาวบ้านเลยเอาสแลมดำมาล้อมปิดไว้ และช่วยกันเอาไม้ที่เก็บไว้มาปูพื้นโบสถ์จนเสร็จ” พระครูอนุสิฐธีรคุณ (สุธีโร) เจ้าอาวาสวัดแม่ลาหลวง และเจ้าคณะอำเภอแม่ลาน้อย ได้พาผู้สื่อข่าวชมความคืบหน้าในการก่อสร้าง โดยภายหลังจากเกิดเหตุเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เข้าตรวจค้นและเตรียมยึดไม้แปรรูปที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคสร้างโบสถ์ แต่ได้รับการขัดขวางจากคนในชุมชน และต่อมาเมื่อความจริงปรากฏทำให้ชาวบ้านต่างระดมกำลังกันจากหมู่บ้านต่างๆเพื่อนำไม้ที่เก็บไว้มาปูพื้นโบสถ์จนแล้วเสร็จ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ทางการเข้ามายึดและกล่าวหาอีก
เจ้าอาวาสวัดแม่ลาหลวงกล่าวว่า “ข่าวออกมาว่าญาติโยมขัดขวางการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ วัดกลายเป็นจำเลย วันนั้นกันร้อนทั้งวัน เราคิดอะไรไม่ออกเลย แป๊บเดียว ชาวบ้านรู้สึกตกใจ ขวัญหาย เมื่อเจ้าหน้าที่ยกไม้ออกไป แต่ชาวบ้านก็ยกกลับมา”
“ อาตมาคิดว่าหากเราซ่อนไว้ หรือทำให้ไม้หายไป จะเป็นข้อครหาว่าเราซุกซ่อน จึงขอแรงญาติโยมว่าใน 20 วันนี้ ปูพื้นและฝาให้เสร็จ น่าปลื้มใจมากหลังเกิดเหตุ 2 วัน ญาติโยมมากันจากทุกสารทิศ ทุกหมู่บ้าน ทั้งจาก อ.แม่สะเรียง อ.ขุนยวม น่าภูมิใจมากเลย เราไม่ได้โดดเกี่ยว แม้แต่ชาวบ้านจาก อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ก็มา” เจ้าคณะอำเภอแม่ลาน้อย เล่าถึงพลังศรัทธาของชาวบ้าน
พระครูอนุสิฐธีรคุณ กล่าวว่าโบสถ์แห่งนี้ยืดเยื้อมา 13 ปี ไม้ที่เก็บไว้ได้ 10 กว่าปีแล้ว เป็นไม่ที่ชาวบ้านนำมาทำบุญและกองรวมไว้ใต้โบสถ์ จนเจ้าหน้าที่มาตรวจ พร้อมกล่าวหาว่าเป็นที่พักไม้
“เรายังไม่เคยไปเห็นเลยว่าเขาทำถนนตรงไหน เขาโยงใย กุข่าวเพื่อกลบอะไรมั้ย เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเห็นชาวบ้านเยอะปวดหัว ชาวบ้านบอกว่าไม้สร้างโบสถ์จะเอาไม่ไปทำไม บางคนร้องไห้เพราะพวกเขาหาไม้กันมาเอง เก็บหอมรอมริบกันไว้ ทำไมจึงจะเอาไป อาตมาเองก็น้ำตาไหลเลย เกือบช็อก เราอุตส่าห์เก็บไม้กันมาตั้งสิบปี”
เจ้าอาวาสวัดแม่ลาหลวงกล่าวว่า หากผู้สื่อข่าวไม่สะท้อนข้อเท็จจริงในมุมของวัดหรือชาวบ้านในวันนั้น สถานการณ์คงแย่ ก็คิดว่าเป็นเวรเป็นกรรมของเราหรือไม่
“หลังจากสำนักข่าวชายขอบโทรมาสัมภาษณ์อาตมา ก็มีนักข่าวอีกบางสำนักโทรมา และบอกว่าจะมาพบ ขณะที่หน่วยงานยุติธรรมและกฎหมายของวุฒิสภาก็เข้ามาและบอกว่าเรื่องตัดถนนไม่เกี่ยวกับวัดเลย เป็นเรื่องช้างชนช้างซะมากกว่า สำนักงานสอบวนกลางบางหน่วยงานก็บอกว่าไม่เกี่ยว”
หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้ใช้เส้นทางแม่ลาน้อยสู่บ้านห้วยกองเป๊าะ ก่อนเข้าสู่ถนนเส้นปรับปรุงใหม่ใน ขสป.แม่ยวมฝั่งขวามีจุดสกัดหรือด่านของ อส. 1 แห่ง และหน่วยย่อยของ ขสป.แม่ยวมฝั่งขวา โดยก่อนหน้านั้นผู้สื่อข่าวได้ประสานขออนุญาตเข้าไปเก็บข้อมูลเนื่องจากถนนเส้นนี้อยู่ในคดีความและถูกปิด แต่ทาง ขสป.จะอนุญาตให้ผ่านได้เมื่อมีเหตุเร่งด่วนหรือฉุกเฉิน
ถนนเส้นปรับปรุงใหม่ เดิมเป็นเส้นทางเท้าระหว่างหมู่บ้านที่ใช้กันมาช้านาน และชาวบ้านเรียกร้องให้มีการปรับปรุงให้ใช้เป็นเส้นทางปกติมาโดยตลอด เพราะเส้นทางที่ใช้ทุกวันนี้ลำบากมากเพราะถนนอยู่ในลำห้วยซึ่งระยะทางไกลกว่า โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก เส้นทางเชื่อมต่อกับโลกภายนอกแทบให้ไม่ได้ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตด้านต่างๆโดยเฉพาะการขนผู้ป่วยฉุกเฉินออกไปโรงพยาบาลทำให้ยากมาก และมีผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างการส่งต่อมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่ออดีตหัวหน้า ขสป.คนเดิมขอให้มีการทำประชาคมหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านเห็นชอบกันทุกครัวเรือน
นายเฉียบชัย พงศ์พันธุ์ศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้านห้วยกองเป๊าะ กล่าวว่าเส้นทางเดิมถนนต้องวิ่งกลางลำห้วยซึ่งเป็นแหล่งน้ำประปาภูเขาของชาวบ้าน หาก ขสป.ยอมเปิดเส้นทางปรับปรุงใหม่ก็จะได้ฟื้นฟูเส้นทางเดิมให้เป็นเขตอนุรักษ์เพราะทั้งสองเส้นทางต่างก็อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเช่นเดียวกัน แต่เส้นทางที่ใช้ทุกวันนี้เป็นลำห้วยซึ่งมีความอ่อนไหวในระบบนิเวศน์มากกว่าบนดอย
“ตอนนี้ ขสป.มีหนังสืออนุโลมให้ใช้เส้นทางปรับปรุงใหม่ได้ในยามฉุกเฉินระหว่างการดำเนินคดี หากดำเนินคดีเสร็จเขามีกระบวนการในกากรพิจารณาว่าจะเปิดให้ชาวบ้านใช้หรือไม่”ผู้ใหญ่บ้านห้วยกองเป๊าะ กล่าว
ถนนบนดอยที่ปรับปรุงใหม่ มีความคดเคี้ยวและสูงชันในหลายช่วง โดยระหว่างทางมีร่องรอยปรับและไถหน้าดินเพื่อเกลี่ยให้เรียบในจุดที่ชัน ทำให้ถูกนำไปตีเป็นมูลค่าความเสียหาย นอกจากนี้มีต้นไม้ที่ถูกไถทิ้งไว้ข้างทาง ส่วนมากเป็นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลาง ส่วนไม้ขนาดใหญ่มีเพียงบางต้นเท่านั้น ทั้งหมดถูกฉีดสเปร์สีแดง เพื่อนับรวม
ภาพข่าวที่ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ คือภาพการโอบกอดไม้ต้นใหญ่ พร้อมกับการสร้างฉากความเสียหายเกินความเป็นจริงเสมือนมีไม้นับร้อยๆต้นถูกทำลาย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ ขสป.ครั้งใหญ่ ขณะที่สื่อมวลชนบางกลุ่มนำไปขยายผลต่อโดยใช้ข้อมูล “ทั้งดุ้น”ที่ใครบางคนจัดเตรียมไว้ให้โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลายๆมุม ทำให้ชาวบ้านตกเป็นจำเลยของสังคม
เส้นทางปรับปรุงใหม่มีระยะทางที่สั้นกว่าเส้นทางที่ชาวบ้านใช้ทุกวันนี้ ที่สำคัญคือเป็นไปได้ยากมากที่จะใช้รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อขนแร่ข้ามผ่าน เพราะลำพังแค่รถเปล่าหรือมีคนนั่งไม่กี่คน ยังข้ามผ่านด้วยความทุลักทุเล หากเป็นรถหนักจึงแทบไม่มีโอกาสใช้ถนนเส้นนี้ข้ามได้

จากการสอบถามชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านขุนแม่สองและห้วยกองเป๊าะต่างยืนยันตรงกันว่า ไม่เคยมีรถบรรทุกแร่ใช้เส้นทางขุนแม่สอง และน่าจะใช้เส้นทางที่วิ่งไปบ้านโพซอมากกว่า
นายสุภัค อมรใฝ่วจี ผู้ใหญ่บ้านขุนแม่สอง อ.แม่สะเรียง กล่าวว่าได้ไปยื่นหนังสือต่อนายอำเภอแม่สะเรียงและหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อขอให้พิจารณาเปิดเส้นทางในการสัญจร โดยเฉพาะในฤดูฝน เส้นทางใหม่เลี่ยงน้ำได้มาก
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมเมื่อก่อนอยู่กันมาได้ ผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่าเพราะไม่ได้เรียกร้องอะไร อยู่กันจนชินแล้ว แต่เมื่อมีข่าวออกมา ทำให้รู้สึกว่า เป็นการกล่าวหากันหลายอย่าง เช่น หาว่าเป็นเส้นทางขนยาเสพติด ลักลอบขนแร่และของผิดกฎหมาย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่โดยสิ้นเชิง ถนนเส้นนั้นเป็นเพียงเส้นทางสัญจรดั้งเดิมของชาวบ้าน จึงต้องออกมาชี้แจงแก่สังคม
“เส้นทางปรับปรุงใหม่นี้ไม่ได้ทำลายไม้สักแม้แต่ต้นเดียว ป่าบริเวณนั้นไม่มีไม้สักเลย ที่เขาชี้บอกว่าเป็นฝั่งว้าแดง ก็ไม่ใช่เลย ชายแดนที่ห่างไปจากตรงนี้เป็นกะเหรี่ยงแดง หากจะมีการขนส่งยาเสพติดจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าเจาะจงต้องเส้นนี้ เขาสามารถไปได้ทุกช่องทาง”
ผู้ใหญ่บ้านขุนแม่สองกล่าวว่า สำหรับการอนุรักษ์นั้น ชาวบ้านอยากให้อนุรักษ์ระบบนิเวศลำธาร ไม่ต้องสัญจรเส้นเดิมที่เป็นการทำลายลำธารที่เป็นแหล่งต้นน้ำของปะชาชน
“เราอยากให้อนุญาตให้ใช้เส้นทางนี้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ใช่แค่สำหรับชาวบ้านขุนแม่สองเท่านั้น แต่สำหรับเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ด้วย หากใช้เส้นทางลำห้วยในฤดูฝน เราจะกำหนดไม่ได้เลยว่าจะใช้เวลากี่ชั่วโมง ผมเองตอนไปประชุมที่อำเภอแม่สะเรียง ต้องไปล่วงหน้า 1 วัน เราคาดการการเดินทางไม่ได้เลย บางทีฝนตกหนักต้องนอนพักกันระหว่างทาง”
นายสุภัคกล่าวว่า รู้สึกสะเทือนใจมากในตามที่ชาวบ้านเจ็บป่วยหนัก และต้องใช้เปลหามไปส่งโรงพยาบาล
“หลายครั้งที่เราเดินทางไม่ถึง ผู้ป่วยเสียชีวิตก่อน เราต้องเดินเท้ากันไป ใช้เวลานาน ผมรู้สึกสะอื้นอยู่ในใจ เราควรมีสิทธิหรือไม่ที่จะมีถนนที่ปลอดภัย เราควรมีสิทธิหรือไม่ที่จะกำหนดได้ว่าเราจะเดินทางอย่างไร ไม่เช่นนั้นก็ต้องเดินเท้า และท่องอยู่ในใจว่า ต้องรอด ต้องรอด ลูกของผมอยู่ในท้องแม่ เดินทางไปฝากครรภ์ พอนั่งรถถนนลงห้วยมันสะเทือนและเสี่ยงมากต่ออันตรายของแม่และเด็ก อยากให้รัฐมองเห็นส่วนนี้บ้าง เราก็เป็นประชาชนไทยเหมือนกัน
หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านเสาหิน โดยแวะเก็บข้อมูลที่ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.)บ้านวาทู โดยครู ตชด.รายหนึ่งกล่าวว่า ได้เข้ามาสอนที่ศูนย์การเรียนแห่งนี้ได้ 4 ปีแล้ว และได้เดินทางออกไปที่ อ.แม่สะเรียนประมาณเดือนละ 1 ครั้ง แต่ในฤดูฝนแทบไม่ได้ออกไปเลย เพราะเส้นทางเดิมต้องขับมอเตอร์ไซไปตามเส้นทางที่ลำห้วย หากเกิดน้ำใหญ่ก็ไม่สามารถไปได้ บางครั้งต้องให้เฮลิคอปเตอร์นำอาหารมาส่งให้เด็กๆ หาก ขสป.อนุญาตให้ใช้เส้นทางปรับปรุงใหม่จะช่วยอำนวยความสะดวกได้เยอะ
เส้นทางระหว่างบ้านขุนแม่สองไปยังบ้านเสาหิน ส่วนใหญ่เป็นเป็นลำห้วยสลับกับการเลาะเลียบตลิ่ง โดยใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงถึงสถานีตำรวจเสาหิน และขับรถอีก 10 นาทีจึงถึงด่านชายแดนเสาหินซึ่งอยู่ในความดูแลของทหารพราน
ขากลับเราใช้เส้นทางบ้านเสาหิน สู่บ้านโพซอและอ.แม่สะเรียง โดยใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงในการเดินทาง เนื่องจากมีระยะทางที่ไกลกว่า โดยต้องวิ่งข้ามลำน้ำแม่แงะสลับไป-มาเกือบตลอดเส้นทาง ซึ่งในช่วงฤดูฝนซึ่งน้ำหลากโดยปริมาณน้ำในลำน้ำแม่แวะเพิ่มสูงมากจนเส้นทางสัญจรแทบทำไม่ได้ ดังนั้นชาวบ้านใน ต.เสาหิน จึงต้องใช้เส้นทางขุนแม่สอง ซึ่งมีปริมาณน้ำในลำห้วยที่น้อยกว่า แต่ก็ยังเสี่ยงอยู่ดีเพราะต้องวิ่งในลำห้วยเช่นกัน แต่ปริมาณน้ำน้อยกว่า
หากเส้นทางปรับปรุงใหม่ระหว่างขุนแม่สองและห้วยกองเป๊าะเปิดใช้ให้เป็นปกติ ก็สามารถวิ่งไปตามสันดอยซึ่งไม่ต้องเสี่ยงเหมือนวิ่งไปตามล้ำห้วย ที่สำคัญช่วยย่นระยะเวลาได้มาก
นายพัฒนา บูชาปกรณ์กุศล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสาหิน อ.แม่สะเรียง กล่าวว่า การสัญจรในฤดูฝนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากน้ำหลาก อันตรายและใช้เวลานานมาก เรียกได้ว่าทางถูกปิดไปเลย ในหน้าฝนชาวบ้านจำเป็นต้องใช้เส้นทางที่มีการปรับปรุงใหม่ ที่ช่วยร่นระเวลาเดินทางด้วย
ขณะที่นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายก อบต.แม่สามแลบ อ.สบเมย กล่าวว่าภาพรวมของจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารและอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ประชาชนมีวิถีชีวิตที่อนุรักษ์ธรรมชาติอยู่แล้ว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเสริมศักยภาพของชุมชนให้สามารถช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติได้ เช่น ช่วยจัดการเรื่องไฟป่า
ข้อเท็จจริงจากการสำรวจของสำนักข่าวชายขอบครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากของประชาชนหลายพันคนถูกทอดทิ้งไว้ในพื้นที่ดงลึก แม้หมู่บ้านเหล่านี้ตั้งมาก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ของทางการ แต่พวกเขากลับถูกกีดกันด้วยเงื่อนไขของกฎหมาย ทำให้การพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆถูกละเลยมายาวนาน ทั้งๆที่พวกเขาคือพลเมืองไทยที่ควรได้รับบริการจากรัฐเช่นเดียวกันคนทั่วไป






