เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กทม. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดเสวนาเรื่องกรณีศึกษาแม่น้ำกก “พิทักษ์สายธารแห่งชีวิต ควบคุมมลพิษแห่งสายน้ำ” โดยวิทยากรประกอบด้วย นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผอ.สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ นายณรงค์ ลือชา รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)เชียงราย และ ผศ.ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย ดำเนินรายการโดย ดร.นพ.นิธิรัตน์ บุญตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่
นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผอ.สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ (สคพ.1 เชียงใหม่) กล่าวว่า หลังจากเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ จ.เชียงใหม่และเชียงราย เมื่อน้ำลดแล้วชาวบ้านสังเกตว่าความขุ่นยังคงมีสีแดงไม่ใช่สีของดิน แม่น้ำกก 157 กิโลเมตรจากเชียงใหม่ออกเชียงราย ชาวบ้านบอกว่าในประเทศเพื่อนบ้านมีการทำเหมือง
“ชาวบ้าน อ.ท่าตอน จ.เชียงใหม่ บอกว่าน้ำเล่นได้ปลาก็ไม่น่ากิน สคพ.1 เชียงใหม่ ลงไปตรวจสอบพบว่ามีตะกั่วกับสารหนู เมื่อเป็นข่าวก็ทำให้ประชาชนมีความกังวล ทำให้ชีวิตของคนเชียงใหม่และเชียงรายมีความเปลี่ยนแปลง เราตรวจสอบตลอด 157กิโลเมตรตั้งแต่แม่น้ำกกไหลเข้าสู่เชียงใหม่ออกสู่แม่น้ำโขงเพื่อให้เกิดความสบายใจ รวมถึงแม่น้ำสาขา ซึ่งแม่น้ำกกทั้งหมด 15 จุด เราพบสารหนูมากที่สุด จากการติดตามต่อเนื่องตรวจคุณภาพน้ำ 1-2 เดือนต่อครั้ง ที่พบตลอดคือสารหนู“ นายอาวีระ กล่าว
ผอ.สคพ.1 เชียงใหม่ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ไม่มีโรงงานกำจัดของเสีย ไม่มีบ่อฝังกลบขยะในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ความเข้มข้นของสารหนูตั้งแต่ไหลเข้า อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่จนออกแม่น้ำโขงมีความเข้มข้นลดลงเรื่อยๆ สัมพันธ์กับการปนเปื้อน โดยแม่น้ำสาขาไม่มีการปนเปื้อน
“สิ่งที่กรมควบคุมมลพิษมีความเป็นห่วงคือเรื่องตะกอนดินในกก สาย รวก โขง อยู่ในเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสัตว์หน้าดิน พื้นที่น่ากังวลที่สุดคือ อ.แม่สาย แต่สิ่งดีคือเราไม่ได้ใช้น้ำสายมาทำอะไร ส่วนน้ำกกในเชียงรายใช้ผลิตน้ำประปาแต่เชียงใหม่ใช้เพื่อการท่องเที่ยว การเกษตร โดยเฉพาะ อ.แม่อายและท่าตอน เรามองพื้นที่เสี่ยง แรกๆเรามีปัญหาด้านการสื่อสารกับชาวบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เรามองว่าชาวบ้านลดความตระหนกเป็นสิ่งจำเป็น เราวางระบบในการเฝ้าระวังทุกเดือน
นายอาวีระกล่าวว่า เรากดดันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เราร่วมประชุมคณะทำงานอนุกรรมการภูมิภาคลำน้ำโขง 2-3 รอบแล้ว เดือนหน้าจะมีประชุมคณะทำงานมลพิษข้ามแดนร่วมกับเมียนมา ซึ่งเมียนมาไม่ต้องการเจรจาในกลุ่มคณะทำงานจะเจรจาในกลุ่มทวิภาคี คณะทำงาน TBC เมืองต่อเมืองอยากได้ข้อมูลเราก็ขอไปตรวจคุณภาพน้ำในเมียนมาด้วยนี่คือสิ่งที่เราส่งสัญญาณไป ขณะนี้เรามีข้อมูลเยอะพอสมควรที่จะนำไปเจรจาระหว่างประเทศ เข้าใจว่าเมษายน-พฤษภาคม จะมีการเจรจา 2 รอบ น่าจะมีอะไรคืบหน้า คาดว่าใช้เวลานิดหนึ่งแต่เราก็ไม่ได้ย่อท้อ
“บ้านเรามีมาตรฐานหลายหน่วยงานมาก มาตรฐานไม่เท่ากันแต่ห่วงโซ่อาหารคืออะไร เราต้องการผู้เชี่ยวชาญมาทำคำอธิบาย บางคนบอกว่านักวิทยาศาสตร์มาตรฐาน 0.01 เกินไป 0.013 มุมนักวิทยาศาสตร์บอกว่าไม่มากแต่มุมชาวบ้านบอกมันเกิน ร่างกายคนเราความต้านทานไม่เท่ากัน ขับสารออกไม่เท่ากัน มีปัญหาถกเถียงกันมาก เรื่องนี้จำเป็น สุดท้ายจะอันตรายมันไปอยู่ที่ตัวคน อยากฝากให้ทุกคนขบคิดว่าเราจะอยู่กันอย่างไรใช้ประโยชน์มันอย่างไร” นายอาวีระ กล่าว
ด้าน นายณรงค์ ลือชา รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงราย (สสจ.เชียงราย) กล่าวว่า หลังทราบมีการปนเปื้อนในแม่น้ำกกและสาย สุ่มกรวดน้ำบาดาลและปัสสาวะขาวบ้านในพื้นที่ตั้งแต่ อ.ท่าตอน ถุง จ.เชียงราย กลุ่มละ 5 ตัวอย่าง ขณะนั้นยังไม่เจอสารตกค้างในคนและน้ำดื่ม
”การเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมร่วมมือกับ อบจ. ประมง เกษตร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจแม่น้ำกก สาย รวด 7 อำเภอ 21 หมู่บ้าน ตรวจผัก ปลาให้ประชาชนสบายใจ เราพยายามจะตรวจให้ตลอดทั้งสายน้ำ ด้านสุขภาพเราจะคัดกรองเฝ้าระวังกับทางเครือข่าย รพ.สต. ตรวจปัสสาวะในกลุ่มประชาชน 7 อำเภอเพิ่มเติม ด้านสื่อสารการรับรู้ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องสารหนู การเฝ้าระวัง นี่คือ 4 ด้านที่เราวางแผนไว้ ซึ่งปี 2568 ตั้งแต่เดือนเมษายนเราตรวจทั้งหมด 4 ครั้ง ผักปลาและน้ำประปาพบว่าอยู่ในมาตรฐาน ในปี 2569 บูรณาการร่วมกับเครือข่ายทั้งหมดวางแผนตรวจทุกเดือน พบว่าในน้ำประปา 2 ครั้งแรกมีสารหนูเกินอยู่ 2 จุด ร่วมกับทรัพยากรน้ำไปดูว่ามีสาเหตุจากอะไร ประปาที่ดูแลโดยชุมชนการบำรุงดูแลรักษายังไม่ต่อเนื่องและมีปัญหา ค่าที่เกินมาเมื่อกรมทรัพยากรน้ำไปเป่าท่อประปาให้เห็นว่าถ้าข้างบนหลังน้ำท่วมที่น้ำเข้าไปในระบบประปาของชาวบ้านน้ำออกมาขุ่นแดงมากเป่าเสร็จน้ำใส ตรวจครั้งที่ 3,4 แหล่งที่มีสารหนูเกินน้ำประปาไม่มีปัญหา” รอง สสจ.เชียงราย กล่าว
นายณรงค์ กล่าวอีกว่า การเฝ้าระวังด้านสุขภาพเชิงรุกด้วยวิธีการคัดกรองความเสี่ยงสูงและกลางในปี 2568 ทั้งหมด 2 พันกว่าราย จ.เชียงใหม่ 40 กว่าคน จ.เชียงราย 322 คน ผลการตรวจครั้งแรก 360 กว่าคน มีค่าสารหนูเกิน 7 คน
“7 รายได้พาไปตรวจสุขภาพพบว่าปกติทุกอย่าง มีการเก็บตัวอย่างซ้ำเพื่อแยกสารหนูอินทรีย์กับอนินทรีย์ พบว่ามีสารหนูอินทรีย์เกินแค่คนเดียว เมื่อไปสอบสวนโรคในพื้นที่พบว่าเคสที่เกินไม่ได้เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกกโดยตรง เขามีอาชีพเกษตรกรส่งโรงงานใช้สารเคมี ในบ้านพบสารเคมีต่างๆ เขามีถังกรองน้ำส่วนตัวด้วย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องปรับปรุง รายนี้เราติดตามต่อเนื่อง ครั้งที่ 2,3 เมื่อตรวจปัสสาวะภรรยาเขาก็พบว่ามีค่าสารหนูเกินด้วย รอบบ้านไม่มีใครเกิน มีครอบครัวนี้ครอบครัวเดียว” นายณรงค์ กล่าว
รอง สสจ.เชียงราย กล่าวว่าใน 7 อำเภอ ที่แม่น้ำกก สาย รวก ไหลผ่านมีประชากรบางส่วนในลำน้ำสายใช้น้ำทำนา และน้ำกกบางส่วนในเขต อ.เวียงชัย เท่านั้นที่ใช้ทำนา
ทั้งนี้ ดร.นพ.นิธิรัตน์ บุญตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ผู้ดำเนินรายการกล่าวเพิ่มเติมว่า การรับประทานอาหารทะเลแล้วไปตรวจร่างกายอาจพบสารหนูเกินได้ แต่สารหนูมีทั้งอินทรีย์และอนินทรีย์ สารหนูอินทรีย์เป็นอันตรายต่อร่างกายแม้จะตรวจเจอในปริมาณที่สูงเกิน ซึ่งสารหนูทีเป็นอันตรายต่อร่างกายคือสารหนูอนินทรีย์ มาจากเหมืองแร่ สารเคมีทางการเกษตร ยาฆ่าศัตรูพืชและแหล่งอื่นๆ
ผศ.ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย (มทร.เชียงราย) กล่าวว่า สมมติฐานส่วนใหญ่ของเราคือสารปนเปื้อนเหล่านี้มาจากการทำเหมืองแร่ภายนอกประเทศ จึงจำเป็นต้องยกระดับงานวิจัยให้เป็นมาตรฐานสากลเพื่อนำใช้บนโต๊ะเจรจาได้
อาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ มทร.เชียงราย กล่าวว่า การยกระดับงานวิจัยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้บนเวทีเจรจาระดับอาเซียน เมื่อต้นเหตุยังต้องใช้เวลาในแก้ไข การรับมือก็ต้องทันทีเพื่อลดความเสี่ยง
“เรื่องมลพิษข้ามแดนดิฉันเป็นส่วนหนึ่งของ UNDP Thailand เรามองว่าเรื่องนี้จะต้องถูกยกขึ้นไปเจรจาไม่ใช่แค่ปัญหาหมอกควันข้ามแดนอีกต่อไปแต่มันคือมลพิษข้ามพรมแดนที่ต้องมีการตกลงร่วมมือขยับต่อ แม้มันจะใช้เวลา สิ่งเราเห็นคือการตรวจสอบย้อนกลับให้เห็นที่มาของแร่แล้วมันไปทำความเดือดร้อนเป็นมลพิษข้ามแดนมันก็จะต้องมีข้อกฎหมายต่างๆตามมา ดิฉันมองว่ามลพิษไม่ใช่แค่มิติของสิ่งแวดล้อมแต่เป็นมิติของความรับผิดชอบต่อสิทธิของผู้คนรุ่นต่อไป” ผศ.ดร.นิอร กล่าว
ในขณะที่ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวว่า สิ่งที่ตรวจพบแล้วค่าไม่เกินมาตรฐาน แต่ไม่เกินมาตรฐานมันจะสะสมอยู่ในร่างกายของเรา อีก 5-10 ปีเราจะเกิดโรคอะไรหรือไม่ นี่คือความหวั่นวิตกของประชาชนใน จ.เชียงราย
“นอกจากนี้คือความหวั่นวิตกของนักท่องเที่ยว เราเป็นเมืองรองด้านการท่องเที่ยวมีผลกระทบว่ามาเชียงรายจะปลอดภัยหรือไม่ ท้องถิ่นเรามีการทำงานร่วมกันหลายภาคส่วนอยากจะบอกว่าเชียงรายปลอดภัย เรามี 35 ขุนเขา 7 สายน้ำ มีเพียงน้ำกก สาย รวกที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน แม่น้ำทุกสายของเชียงรายล้วนพากันไหลจากใต้ขึ้นเหนือไปลงแม่น้ำโขง จากน้ำท่วมที่ผ่านมาเราพบว่ามีโคลนหมายความว่ามีการพัดพาเอาหน้าดิน มีดินโคลนถล่มไหลลงมาท่วมบ้านเรือนแบบไม่ได้มาตามลำน้ำ ที่เราสงสัยคือทำไมแม่น้ำของเรายังมีสีแดงทั้งๆที่น้ำท่วมผ่านไปแล้ว ปี 2568 มีน้ำท่วมอีกครั้งเกิดกระแสสารปนเปื้อนในลำน้ำ อบจ.เชียงราย เชิญทุกภาคส่วนมาประชุม มีการเก็บตัวอย่างน้ำไปส่งตรวจใช้เวลานานมากกว่าจะได้ผลออกมา“ นางอทิตาธร กล่าว
วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมา ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรายงานว่า สถานการณ์การปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากการทำเหมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธบริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอาจมีการใช้สารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ดินและกากแร่ปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม และปรอท ไหลลงสู่ลำน้ำสายหลักและเข้าสู่ประเทศไทย กระทบต่อคุณภาพน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
จากการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปผลการดำเนินงานในภาพรวมว่า ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

