เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) เชียงใหม่ เปิดเผยถึงกรณีที่น้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำกกมีสีขุ่นผิดปกติ ว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสำรวจเพื่อระบุพิกัดที่มาของความขุ่นในแม่น้ำสาย แม่น้ำกก และแม่น้ำรวก ว่าเกิดจากปรากฏการณ์ฝนตกตามธรรมชาติ หรือเป็นผลกระทบจากกิจกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ต้นน้ำ
สำหรับการก่อสร้างกำแพงกั้นตลิ่งและการขุดลอกแม่น้ำสายเพื่อเตรียมรับมือน้ำท่วมในฝั่งท่าขี้เหล็กและแม่สาย นายอาวีระ กล่าวว่า การขุดลอกในพื้นที่ระหว่างชุมชนท่าล้อและแม่สายส่งผลให้เกิดการฟุ้งกระจายของตะกอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้ค่าการปนเปื้อนในน้ำเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งถือเป็นการกำจัดตะกอนสะสมที่มีสารปนเปื้อนออกจากลำน้ำ
ทั้งนี้ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำครั้งที่ 16 สถิติการปนเปื้อนสารหนู ต้นน้ำกก ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พบสารหนูสูงถึง 0.014 – 0.016 มก./ล. ด้านแม่น้ำกก อ.เมืองเชียงราย พบสารหนูอยู่ที่ 0.013 – 0.014 มก./ล. ส่วนแม่น้ำสาย พบสารหนูในช่วง 0.011 – 0.015 มก./ล. ซึ่ง ยังมีค่าการปนเปื้อนสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน และขณะนี้ สคพ.ที่ 1 อยู่ระหว่างการเก็บตัวอย่างน้ำผิวดิน และตะกอนครั้งที่ 17 ซึ่งเก็บไปแล้วในช่วงวันที่ 11-13 มีนาคมที่ผ่านมา จากการพบว่าแม่น้ำสายมีความขุ่นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และมีความเป็นไปได้สูงที่ความเข้มข้นของสารปนเปื้อนจะทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งน้ำยังมีสภาพใส อย่างไรก็ตามต้องรอดูผลจากห้องแลป
อนึ่ง ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินครั้งที่ 15 พบว่า แม่น้ำกกที่ไหลผ่าน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานประมาณ 0.011-0.012 มก./ล. ส่วนที่ อ.เมืองเชียงราย พบว่าไม่เกินค่ามาตรฐานทุกจุด ขณะที่แม่น้ำสายพบว่าอยู่ที่ 0.011-0.014 มล./ล. ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบผลการตรวจระหว่างครั้งที่ 14และ 15 พบว่าค่าสารหนูในน้ำเพิ่มขึ้นทั้งในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก
“แม้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ซึ่งจะมีการตั้งแพริมน้ำสำหรับนั่งพักผ่อนในแม่น้ำกก เป็นกิจกรรมที่ทำได้ แต่ขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยไม่แนะนำให้ลงเล่นน้ำในลักษณะดำผุดดำว่าย หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการสำลักน้ำเข้าสู่ร่างกายโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล ไม่ควรสัมผัสน้ำในแม่น้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนัก”นายอาวีระ กล่าว
ผอ.สคพ.1 กล่าวว่า หากประชาชนต้องการเล่นน้ำ แนะนำให้เลือกใช้พื้นที่ลำน้ำสาขาที่มีความสะอาดกว่า เช่น กิจกรรมแพเปียกในพื้นที่แม่สรวย หรือตามลำห้วยสาขาอื่นๆ แทนลำน้ำสายหลักที่กำลังประสบปัญหาการปนเปื้อน แต่หากได้ลงไปสัมผัส หรือมีความจำเป็นต้องสัมผัส เมื่อขึ้นจากแม่น้ำกกหรือน้ำสาย ควรชำระร่างกายด้วยน้ำสะอาด
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวชายขอบรายงานว่า จากสถานการณ์แม่น้ำสายที่ขุ่นมากขึ้น ไม่เพียงแค่ปัญหาการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก แต่ชาวบ้านในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีความกังวลมากจากโครงการก่อสร้างกำแพงหนาของฝั่งเมียนมาที่อาจเปลี่ยนทิศทางน้ำให้พุ่งทะลักเข้าท่วมฝั่งไทย ขณะที่งบประมาณท้องถิ่นมีจำกัด ทำได้เพียงเฝ้าระวังแบบยอมรับชะตากรรม
นายบัณฑิตย์ พันธ์พลากร ประธานสภาเทศบาลตำบลเวียงพางคำ กล่าวว่า สาเหตุความขุ่นของแม่น้ำสายในขณะนี้ เชื่อว่าเกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำที่มีการกลับมาดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่หยุดชะงักไปบ้างในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า อาจเกิดจากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงและเครื่องจักรขัดข้อง เพราะคิดว่าพวกเขาไม่หยุดทำเหมือง ส่วนจะขยายเหมืองด้วยหรือไม่นั้น ตนไม่แน่ใจ
นอกจากนี้ในลำน้ำสายพื้นที่ชุมชนฝั่งเมียนมายังมีการเดินหน้าวางตอม่อและก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำ โดยมีการขุดทรายท้องน้ำขึ้นมาเป็นฐานรองรับรถแบคโฮและวางอุปกรณ์ก่อสร้าง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาพน้ำในลำน้ำสาย แม้การก่อสร้างของฝั่งเมียนมาจะเป็นไปตามแนวเขตที่ตกลงกันไว้ แต่โครงสร้างกำแพงที่มีความหนาถึง 1 เมตร และสูง 3 เมตร ได้สร้างความหวาดวิตกให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชุมชน ถ้ำผาจม เกาะทราย และเหมืองแดง
“แนวบิ๊กแบ็กเดิมที่เคยวางกั้นหลังอาคารตอนนี้เริ่มเปื่อยยุ่ยแล้ว หากหน้าฝนนี้มีน้ำหลากมาแรง กำแพงที่หนาและแข็งแกร่งของฝั่งเมียนมาจะบีบทางน้ำให้พุ่งทะลักเข้ามาฝั่งแม่สายอย่างรุนแรง อีกไม่กี่เดือนจะเข้าหน้าฝนแล้ว แต่เรายังไม่มีแนวทางรับมือที่เป็นรูปธรรมเลย” นายบัณฑิตย์ กล่าว
ประธานสภาเทศบาลตำบลเวียงพางคำ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเรื่องการปนเปื้อนสารพิษกลายเป็นเรื่องรอง เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ เพราะหากน้ำทะลักเข้ามา ชาวบ้านจะต้องเผชิญทั้งกระแสน้ำโคลนและสารพิษปนเปื้อนที่มาพร้อมกัน แม้ปริมาณโคลนอาจไม่มหาศาลเท่าปี 2567 แต่ความรุนแรงของน้ำนั้นน่าจะไม่ต่างกัน
ในส่วนของการแก้ปัญหา นายบัณฑิตย์ยอมรับว่าท้องถิ่นทั้ง ต.เวียงพางคำ และ ต.แม่สาย ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากงบประมาณที่มีอยู่จำกัดตั้งงบอย่างมากเพียง 1 ล้านบาทต่อตำบล ซึ่งไม่เพียงพอต่อโครงการป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยงบประมาณระดับประเทศ
“ตอนนี้ได้แต่ทำใจและเตรียมตั้งรับตามสภาพ หากมีฝนตกหนักน้ำมากคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดน้ำท่วม โครงการใหญ่ๆ ที่ต้องใช้งบสูงระดับประเทศ” นายบัณฑิตย์ กล่าว
—————
ขอบคุณภาพแม่น้ำกกจาก Tod Saporn




