วันที่ 19 มีนาคม 2569 กลุ่ม PGS Organic Chiangrai (พีจีเอส ออร์แกนิค เชียงราย) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระดับอำเภอและภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัยสู่ความสมดุล ระหว่างกลุ่มเกษตรกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ข่วงร้านอาหารฮิมดอย ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ภายใต้โครงการ “การขับเคลื่อนผู้ผลิตเกษตรกรสู่ระบบการผลิตอาหารปลอดภัยที่ยั่งยืน” โดยมีตัวแทนเกษตรกรจาก 18 อำเภอร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ภายในงาน
ดร.ทัศนีย์ ธรรมติน ที่ปรึกษากลุ่มพีจีเอส ออร์แกนิค เชียงราย เปิดเผยว่า การลงนาม MOU ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอเชียงของ, เชียงแสน, แม่สาย, ดอยหลวง และเวียงแก่น ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรเข้ากับกลไกการปกครองท้องที่ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐรับทราบถึงฐานข้อมูลเกษตรกรอินทรีย์ในพื้นที่ นำไปสู่การอำนวยความสะดวก การประสานงาน และการพัฒนาศักยภาพการผลิตในแต่ละอำเภออย่างเป็นระบบ
สำหรับกลุ่มพีจีเอส ออร์แกนิค เชียงราย เป็นการรวมตัวของเกษตรกรรายย่อยกว่า 376 ราย ครอบคลุม 18 อำเภอ ดำเนินงานมานานกว่า 10 ปี โดยมีมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยเป็นพี่เลี้ยง และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงราย รวมถึงสถาบันถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ปัจจุบันกลุ่มได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สสส. และเทศบาลนครเชียงราย โดยมีกำหนดจัดงานใหญ่ในเดือนพฤษภาคมนี้ ณ สวนตุงและโคมนครเชียงราย เพื่อนำสินค้าอินทรีย์จากทั่วจังหวัดมาจัดแสดงและจำหน่าย
“สมาชิกของเราคือเกษตรกรตัวจริงที่ปลูกเอง ผลิตเอง และขายเองในชุมชนในรูปแบบกาดก้อมหรือตลาดชุมชน เรามีการประชุมพบปะกันทุกเดือนเพื่ออบรมพัฒนาทักษะ และฝึกฝนเกษตรกรให้เป็นผู้ตรวจแปลงเอง เพื่อยกระดับมาตรฐานทั้ง PGS, GAP และ Organic Thailand ช่วยให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานได้ง่ายขึ้น” ดร.ทัศนีย์ กล่าว
ด้าน นายธันวา อารีย์ ประธานกลุ่มพีจีเอส ออร์แกนิค เชียงราย ได้กล่าวถึงความกังวลเรื่องการปนเปื้อนโลหะหนักของตะกอนดินและน้ำในลำน้ำสายและลำน้ำกกที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่า เกษตรกรบางรายในพื้นที่ริมน้ำประสบปัญหาจริง เมื่อผู้ซื้อทราบแหล่งที่มาจึงเกิดความไม่มั่นใจและไม่กล้าซื้อผลผลิต ทางกลุ่มจึงได้เรียกประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขทันที โดยปกติแปลงเกษตรอินทรีย์จะมีการตรวจสอบดินและน้ำอย่างสม่ำเสมอ สำหรับแหล่งน้ำสาธารณะที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน เกษตรกรจะใช้วิธีขุดบ่อพักน้ำเพื่อให้ตกตะกอนก่อนนำเข้าแปลง แต่เมื่อพบปัญหาใหม่ที่กระทบต่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เช่น กลุ่มอุ่นไอรักในลุ่มน้ำกก ทางกลุ่มจึงเร่งหาทางออกทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม
“ขณะนี้เราได้ปรึกษากับ ผศ.สุบิน ใจทา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เพื่อเก็บตัวอย่างดิน น้ำ และพืชไปตรวจสอบ แม้ปัจจุบันจะยังมีข้อจำกัดเรื่องเครื่องมือ แต่คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมภายในปีนี้ เพื่อให้สามารถตรวจวิเคราะห์พืชจากพื้นที่เสี่ยงได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลการสุ่มตรวจเบื้องต้นยังไม่พบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน สิ่งที่เกษตรกรต้องการมากที่สุดในขณะนี้คือการรับรองผลตรวจโลหะหนัก เพื่อยืนยันความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค” นายธันวา กล่าว
————–




