Search

เหมืองแร่เกลื่อนต้นน้ำทำแม่น้ำกระบุรีโทรมหนัก-หญ้าตายหลังถูกตะกอนพิษถม เครือข่ายฯวอนรัฐตรวจสอบ-แก้ปัญหาจริงจัง-ลือนักธุรกิจจีนจับมือไทยสำรวจแรร์เอิร์ธ

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 นายพีระ ประสงค์เวช ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี จ.ระนอง เปิดเผยว่าขณะนี้สถานการณ์ปนเปื้อนในแม่น้ำกระบุรีมีท่าทีรุนแรงกว่าเดิมเนื่องจากบริเวณต้นแม่น้ำตามคลองต่างๆ เช่น คลองยูง คลองหูดี คลองงาน รวมทั้งคลองน้ำน้อย คลองมะลิวรรณในฝั่งพม่าได้มีการทำเหมืองแร่ดีบุกกันมากมาย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าตะกอบของเหมืองที่ไหลลงมาตามแม่น้ำกระบุรีได้ทับถมทำให้หญ้าคลิปโตคลอรีนซึ่งมีมากในแม่กระกระบุรีตายไปจำนวนมากและมีต้นกกขึ้นมาแทนที่ ขณะที่หาดดำซึ่งเคยมีหินสีดำได้ถูกตะกอนทับถม เช่นเดียวกันแม่น้ำกระบุรีได้ตื้นเขินและแคบลง

“คลองเหล่านี้เป็นแหล่งต้นแม่น้ำกระบุรีทั้งหมด ขณะนี้เต็มไปด้วยหมืองแร่ดีบุก ซึ่งขณะนี้เราไม่รู้ว่าเขาเอาแร่ไปขายใคร เพราะยังคลุมเครือ แต่ที่ระนองมีการส่งแร่ไปยังแหลมฉบัง และมีข่าวว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมามีนักธุรกิจจีนจับมือกับคนมือกับคนไทยกลุ่มหนึ่งเข้ามาสำรวจแร่แรร์เอิร์ธด้วย”นายพีระ กล่าว

ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรีกล่าวว่า สำหรับผลตรวจของคพ. อยากให้หน่วยงานที่มีความรู้ความสามารถเข้าทำตรวจสอบเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพราะที่ผ่านมาผลการตรวจคุณภาพน้ำข้อมูลต่างๆดูปริ่มๆว่าเกินมาตรฐานหรือไม่ ขณะเดียวกันในการตรวจครั้งหลังๆ หน่วยงานรัฐไม่ได้ให้ข้อมูลทั้งหมด ส่วนใหญ่ทุกครั้งที่มาตรวจเพราะเป็นไปตามกระแส แต่เราอยากให้มีการตรวจทุกๆไตรมาส โดยเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกน้อยสุด ทำให้แม่น้ำแห้ง

“ผมอยากให้ตรวจถึงสะพาน อยากให้คนมีความรู้ความชำนาญเข้ามาตรวจจริงๆ ผมเชื่อว่าแม่น้ำกระกำลังปนเปื้อนมาก เมื่อวันก่อนผมลงไปถ่ายภาพในน้ำ พอขึ้นมายังรู้สึกแสบๆคันๆ ผมเลยมั่นใจว่ามีสารบางอย่างในน้ำที่ทำให้ระคายเคือง”นายพีระ กล่า

ผู้สื่อข่าวถามถึงน้ำประปาตามชุมชนริมแม่น้ำกระบุรียังใช้น้ำจากแม่น้ำกระบุรีเป็นน้ำดิบหรือไม่ นายพีระกล่าวว่า บางส่วนยังใช้เหมือนเดิมแต่ใส่คลอรีนมากขึ้น ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนขุดบ่อเพื่อนำน้ำมาพักและใช้รดน้ำสวนทุเรียน แต่บางส่วนก็สูบน้ำกระบุรีมาใช้เลย เช่นเดียวกับการปลูกผักต่างๆ บางที่ก็มีบ่อพัก บางที่ก็ไม่มี

“ที่ผ่านมาในพื้นที่ยังไม่เคยมีหน่วยงานใดเข้ามาให้ความรู้ชาวบ้านเลย ไม่เคยมีการให้ข้อมูลจากเหน่วยงานรัฐแม้แต่แห่งเดียว ถ้าไม่เป็นข่าวเขาก็ไม่เข้ามา”นายพีระ กล่าว

ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี กล่าวว่า สถานการณ์การปนเปื้อนในแม่น้ำกระบุรี เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2562 ผ่านมา 7 ปีแต่ไม่มีใครมาเก็บข้อมูลหรือตรวจสอบอย่างจริงจัง พอมีข่าวทีก็ลงกันมาที

“ขณะนี้การท่องเที่ยวชุมชนตายสนิท หากไม่มีการแก้ไข เพราะปัญหาน้ำจากเหมืองแร่ที่ไหลมา สถานการณ์สู้รบฝั่งพม่าไม่ได้รุนแรง แต่ที่หนักคือเรื่องการทำเหมือง สิ่งที่ผมเรียรกร้องคือ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขให้เป็นรูปธรรม เช่น หารือกับฝั่งประเทศพม่า ซึ่งเราไม่รู้ใครอำนาจแท้จริง เพราะต่างฝ่ายต่างโยนกันไปมา พอถามทหารพม่าก็โทษกองกำลัง KNLA (Karen National Liberation Army หรือกองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง) พอถามทหารกะเหรี่ยงก็บอกให้ไปถามทหารพม่า เราอยากรัฐบาลไทยเจรจากับผู้มีอำนาจในฝั่งพม่าเพื่อให้การทำเหมืองเป็นไปอย่างมีระบบที่ดีและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม” ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี กล่าว