
ความคืบหน้ากรณีที่แก๊งสแกมเมอร์ปรับรูปแบบการต้มตุ๋นโดยพุ่งเป้าไปยังนักศึกษาจบใหม่หรือนักศึกษาที่กำลังหางานทำในช่วงปิดเทอม โดยหลอกให้เข้าร่วมฝึกอบรมก่อนทำงานในพื้นที่อำเภอชายแดนก่อนบังคับพาตัวข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฝั่งกัมพูชาด้าน จ.จันทบุรีและสระแก้ว ฝั่งลาวในพื้นที่คิงโรมันส์ตรงข้ามกับ อ.เชียงแสน และ ฝั่งพม่าด้าน จ.ท่าขี้เหล็กตรงข้ามกับอ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมถึงฝั่งเมืองเมียวดี ตรงข้าม จ.ตาก ซึ่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีสถิตินักศึกษาถูกหลอกพุ่งสูงขึ้นมาก
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายยศ(นามสมมุติ) และนายแบ็งค์ นักศึกษาที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ ชาวเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ ถึงประสบการณ์การถูกต้มตุ๋นหลอกลวงไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยนายยศกล่าวว่า เริ่มต้นจากการที่ตนเห็นประกาศรับสมัครงานผ่านโซเชียลมีเดียทำงานเป็นแอดมินเพจอยู่หลังบ้าน แต่เขาไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นแอดมินด้านไหน เมื่อตนแจ้งความประสงค์ว่าสนใจเขาจึงชวนย้ายไปคุยกันต่อในแอปพลิเคชั่น ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นงานทั่วๆไป โดยเขาบอกว่าจะจัดที่พักให้แต่ต้องเดินทางมาอบรม 1-2 วันก่อน และหลังอบรมสามารถนำงานกลับไปทำที่บ้านได้
“เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผมเริ่มผิดสังเกต คือผู้ชักชวนกำหนดให้ต้อง เปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี อ้างว่าใช้รับค่าคอมมิชันและเงินเดือนแยกกัน แม้ผมจะมีบัญชีเก่าอยู่แล้วก็ตาม โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถใช้บัญชีเดิมได้เพราะนโยบายบริษัท ก่อนเดินทางยังมีการขอข้อมูลส่วนบุคคลหลายรายการ เช่น เลขหน้าบัตรประชาชน พร้อมบอกให้ปิดเลขบางส่วนได้ เขายังขอเอกสารการศึกษา ขอให้ส่งภาพวุฒิการศึกษาไปก่อน ผมเดินทางจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ ตามที่เขานัด และถูกสั่งให้ไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งที่พวกมันเตรียมไว้ให้ เมื่อไปถึงโรงแรม มีผู้หญิงคนหนึ่งลงมาขอดูโทรศัพท์ ตรวจแอพธนาคาร ก่อนพาผมขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคล ระหว่างทางมีการกำชับให้ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามคุยกับใครและให้เปิดสายโทรศัพท์กับแอดมินไลน์ที่ติดต่อตอนสมัครงานค้างไว้ตลอด หากวางสายหรือไม่ส่งพิกัดให้ เขาก็โทรตามเรื่อยๆ”นายยศ กล่าว
เหยื่อรายนี้กล่าวว่า แผนการเดินทางเปลี่ยนจากการอบรมไปสู่พื้นที่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยผู้ชักชวนอ้างว่าเปลี่ยนสถานที่เพราะที่เดิมคือ จ.สระบุรี เต็ม ซึ่งระหว่างทางเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติจากทิศทางในแผนที่ที่เข้าใกล้แนวชายแดนติดเมืองชายแดนปอยเปรตมากขึ้น ก่อนถูกพาไปจุดพักรอ เปลี่ยนถ่ายรถหลายทอด และสุดท้ายถูกนำขึ้นรถกระบะไปยังพื้นที่ชายแดน
“ผมถูกพาเข้าไปยังบริเวณลับตาใกล้วัดแห่งหนึ่ง เส้นทางเงียบมาก เขาบอกให้ผมทำตามคำสั่ง ผมเห็นผู้ชายหลายรายรูปร่างกำยำ ปกปิดใบหน้า ผมเชื่อว่าพวกเขามีอาวุธ ไม่เห็นชัดเต็มตาแต่ผมยืนยันได้ว่า เป็นปืนจริงๆ ทำให้ไม่กล้าขัดขืน ผมถูกปิดตาและถูกพาเดินเท้าผ่านเส้นทางคล้ายป่าหรือพื้นที่รกทึบ จากนั้นถูกส่งต่อขึ้นรถจักรยานยนต์และรถยนต์อีกทอด พร้อมถูกกำชับให้ปิดโทรศัพท์ ห้ามติดต่อใคร ผมพยายามเปิดเครื่องเพื่อส่งพิกัดขอความช่วยเหลือ แต่ทำไม่ได้เพราะสัญญาณหาย เมื่อถึงสถานที่ปลายทาง ผมถูกยึดโทรศัพท์และบัตรประชาชน เขาอ้างว่าจะนำไปลงทะเบียนเป็นพนักงาน และจากนั้นผมถูกพาไปถ่ายรูป สแกนใบหน้า และให้กระพริบตา ยืนยันตัวตนเพื่อใช้เปิดบัญชีธนาคาร ในสถานที่ที่เป็นคอมเพล็กซ์มีตึกสูงปิดล้อมรอบ มีกำแพงหรือรั้วสังกะสีสูง มีจุดยามเฝ้าประตูหลายชั้น ด้านในมีอาคารหลายหลังคล้ายๆหอพัก และมีผู้คุมพร้อมอาวุธ พร้อมทั้งถือกระบองไฟฟ้า”นายยศ กล่าว
ผู้เสียหายระบุอีกว่า ตนได้ถูกกักขังรวมกับคนไทยราว 10-15 คน แยกห้องชาย-หญิง การนอนมีเพียงฟูกบางๆ ผ้าห่ม หมอน และถูกยึดทรัพย์สินแทบทั้งหมด ในกลุ่มหลายคนบอกว่าถูกหลอกมาไม่แตกต่างจากตน และสังเกตว่ามีคนถูกพาเข้ามาใหม่เกือบทุกวันในลักษณะคนเก่าออก คนใหม่เข้า ก่อนที่ตนจะถูกปล่อยตัวช่วงบ่ายของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยไม่ใช่การหลบหนี แต่เป็นการถูกนำมาปล่อยบริเวณชายแดนและถูกทิ้งให้ไปต่อเอง
“ที่ผมถูกปล่อยตัวนั้น เพราะว่าบัญชีของผมได้ถูกอายัดแล้ว พอบัญชีถูกอายัดก็ไม่มีประโยชน์กับพวกเขาแล้ว จึงปล่อยออกมา”นายยศ กล่าว
ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส พรรคประชน ให้สัมภาษณ์ว่า กลไกสำคัญของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ว่าคือการใช้คนชาติเดียวกัน หลอกเหยื่อเพราะทำให้เข้าถึงภาษาและความไว้วางใจได้ง่าย จึงทำให้แรงงานคนไทยกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่มีเด็กจบใหม่จำนวนหนึ่งเผชิญภาวะหางานยาก และอาจถูกชักจูงผ่านการรับสมัครงานที่ดูเหมือนงานจริง เช่น งานการตลาดออนไลน์ หรือประกาศรับสมัครทั่วไปในเว็บไซต์หางาน และเสนอค่าตอบแทนสูงและสวัสดิการจูงใจ ก่อนนัดสัมภาษณ์และพาเดินทางออกนอกพื้นที่ จนนำไปสู่การข้ามพรมแดนทั้งผ่านเส้นทางปกติและช่องทางธรรมชาติ
“ผมได้พูดคุยมาหลายกรณี ผู้ถูกพาไปบางส่วนรู้ตัวว่าจะไปทำงานต้มตุ๋นหลอกลวง ขณะที่อีกจำนวนมากถูกหลอกไปจริง และเมื่อมีการอายัดบัญชีหรือบัญชีม้าถูกล็อก ขบวนการยิ่งเร่งหาเหยื่อรายใหม่เพื่อทดแทนทั้งแรงงานและชื่อบุคคล สำหรับเปิดบัญชีม้า ผู้ที่ตกอยู่ในวงจรนี้ บางรายยอมทำต่อเพราะรายได้สูง บางรายไม่สามารถกลับไทยได้เนื่องจากเสี่ยงถูกดำเนินคดีจากการถูกนำชื่อไปใช้เป็นบัญชีม้าแล้ว มีผู้เสียหายแจ้งความตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงมีกรณีถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจนต้องหลบหนีกลับมา”นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์กล่าวว่า เสนอให้รัฐบาลให้น้ำหนักการแก้ปัญหาไปที่มิติการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง โดยเร่งบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแกะรอยตั้งแต่นายหน้ารับคนไปทำงาน จนถึงตัวการใหญ่ และให้หน่วยงานด้านการสืบสวนทำงานร่วมกับหน่วยติดตามเส้นทางการเงินอย่างเป็นระบบ“กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ควรร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างจริงจัง เพื่อไล่เส้นทางการเงินและขยายผลไปถึงเครือข่ายทั้งหมด ตลอดจนประสานกับตำรวจพื้นที่และหน่วยงานชายแดนเพื่อจัดการทั้งขบวนการเครือข่ายพวกนี้ ผมมองว่าปัญหานี้ไม่เกินกำลัง หากภาครัฐทำหน้าที่อย่างเอาจริง”อดีต สส.ปชน.กล่าว
“กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ควรร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างจริงจัง เพื่อไล่เส้นทางการเงินและขยายผลไปถึงเครือข่ายทั้งหมด ตลอดจนประสานกับตำรวจพื้นที่และหน่วยงานชายแดนเพื่อจัดการทั้งขบวนการเครือข่ายพวกนี้ ผมมองว่าปัญหานี้ไม่เกินกำลัง หากภาครัฐทำหน้าที่อย่างเอาจริง”อดีต สส.ปชน.กล่าว


