
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า องค์กร Justice for Myanmar (JFM) ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ได้รายงานว่า ครอบครัวของ พล.อ.มินอ่องหลาย ผู้นำสูงสุดของกองทัพพม่าได้ซื้อบ้านหรูราคา 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 98 ล้านบาท ในย่านพระราม 9 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายของไทยที่ห้ามชาวต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดินหรือบ้านในไทย
กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า การที่ครอบครัวของ พล.อ.มินอ่องหลายซื้อที่พักอาศัยดังกล่าว ถือเป็นการขัดแย้งกับความพยายามของรัฐบาลทหารพม่าที่ต้องการปราบปรามการซื้อขายคอนโดมิเนียมในไทยโดยชาวพม่า ซึ่งในปี 2567 รัฐบาลทหารพม่าได้จับกุมชาวพม่าจำนวน 4 คน ในข้อหาซื้อขายคอนโดมิเนียมในไทย โดยกล่าวหาว่าพวกเขาสร้างความไม่มั่นคงในตลาดเงินตราของพม่า และเปิดบัญชีธนาคารไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางของพม่า
JFM ระบุว่า บ้านพักดังกล่าวถูกขายให้กับครอบครัวของผู้นำพม่า โดยมีนายทุนมินลัต นายหน้าค้าอาวุธที่เชื่อมโยงกับกองทัพพม่าและเป็นคนสนิทของ พล.อ.มินอ่องหลาย เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการดำเนินการซื้อขาย โดยนายทุนมินลัตเคยถูกจับกุมพร้อมกับผู้ร่วมงานอีก 3 คนในไทยเมื่อปี 2565 ในข้อหาค้ายาเสพติด ฟอกเงิน และก่ออาชญากรรมข้ามชาติ แต่เขาได้รับการยกฟ้องในปี 2567
JFM ยังระบุว่าบ้านพักหรูในประเทศไทยหลังนี้ถูกซื้อในชื่อของนางเมียว หย่าดะหน่า ไต้ก ลูกสะใภ้ของพล.อ.มินอ่องหลาย ซึ่งเป็นภรรยาของนายอ่องเป้โส่น บุตรชายของ พล.อ.มินอ่องหล่าย ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯและแคนาดาที่มีต่อนายอ่องเป้โส่น ขณะที่นางเมียว หย่าดะหน่า ไต้ก นั้นยังไม่อยู่ในรายชื่อที่ถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ
กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังระบุว่า บ้านพักหลังดังกล่าวถูกครอบครองในนามของบริษัท เอเมอรัลด์ ปรินเซส จำกัด (Emerald Princess Co. Ltd) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์
กลุ่มสิทธิมนุษยชน JFM ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยตรวจสอบการซื้อบ้านของครอบครัว พล.อ.มินอ่องหลายและผู้ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเรียกร้องให้มีการยึดทรัพย์สินของครอบครัวผู้นำทหารพม่าในประเทศไทย
JFM ยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป แคนาดาและออสเตรเลีย ปิดช่องโหว่การคว่ำบาตร โดยดำเนินการให้เมียว หย่าดะหน่า ไต้ก และนางจิ่วจิ่ว ละ ภรรยาของ พล.อ.มินอ่องหล่าย ให้อยู่ในรายชื่อผู้ถูกคว่ำบาตรด้วย


