สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ว่ากลายเป็นเรื่องผิดคาดของชาวพม่า หลังทาง พล.อ.มินอ่องหลาย ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำกองทัพพม่าตั้งแต่ปี 2554 ได้แต่งตั้งนายพลเยวินอู หัวหน้าฝ่ายข่าวกรองขึ้นมารับตำแหน่งผู้บัญชาทหารสูงสุดแทนตัวเอง ขณะที่พล.อ.โซวิน ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาทหารสูงสุด ที่คาดการณ์กันมาโดยตลอดว่า จะได้รับตำแหน่งต่อจาก พล.อ.มินอ่องหลาย กลับไม่ได้รับตำแหน่ง มิหนำซ้ำ ยังถูกปลดออกจากตำแหน่งเดิม และมีนายพลจ่อสว่าลิน ขึ้นมารับตำแหน่งรองผู้บัญชาทหารสูงสุดแทน
ทั้งนี้ผู้นำสูงสุดของกองทัพพม่าคนใหม่กำลังถูกตั้งคำถามจากชาวพม่า นอกเหนือจากประเด็นเรื่องอาวุโสแล้ว นายพลเยวินอู ยังขาดทั้งประสบการณ์ด้านการเป็นผู้นำทางทหารและประวัติการทำงานทางทหารที่โดดเด่น แต่กลับได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.มินอ่องหล่าย จากบทบาทในการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพพม่าผ่านห้องที่ทรมานกลุ่มฝ่ายต่อต้าน
มีรายงานว่านายพลเยวินอู มีความใกล้ชิดกับ พล.อ.มินอ่องหล่าย ตั้งแต่เมื่อปี 2543 ในขณะที่ พล.อ.มินอ่องหล่าย ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการภาคสามเหลี่ยม โดยหลังจากที่ พล.อ.มินอ่องหล่ายขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในปี 2554 นายพลเยวินอูได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทางทหาร หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สำนักงานหัวหน้าฝ่ายกิจการความมั่นคงทางทหาร (OCMSA)
หลังจากการรัฐประหารในปี 2564 นายพลเยวินอู ได้รับมอบหมายจากผู้นำคณะรัฐประหารที่ต้องการแยกผู้สนับสนุนออกจากศัตรูทั้งภายในและภายนอกกองทัพ โดยนายพลเยวินอู ยังเป็นผู้นำการบุกจับกุมประธานาธิบดีอูวินมิ้น และ นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐดอว์ และในฐานะหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง เขากำกับดูแลศูนย์สอบสวนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ต้องขังหลายร้อยคนถูกทรมานหรือสังหารนับตั้งแต่การรัฐประหาร
กลุ่มสิทธิมนุษยชนและอดีตผู้ต้องขังได้บันทึกไว้ว่า มีการใช้ของเหลวเดือด และการเผาด้วยสารเคมี ความรุนแรงทางเพศ และการทุบตีจนทำให้ผู้ต้องขังถึงแก่ความตายจากเจ้าหน้าที่ของ OCMSA โดยนายพลเยวินอู ถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร แคนาดาและอีกหลายประเทศ หลังจากการรัฐประหารในพม่าได้ไม่นาน เนื่องจากบทบาทระดับสูงของเขาในกองทัพพม่าและการมีส่วนร่วมโดยตรงในการปราบปรามขบวนการประชาธิปไตยในพม่า
ในขณะที่ พล.อ.โซวิน กลับเป็นที่นิยมในหมู่ทหารและผู้สนับสนุนกองทัพ ดังเช่นเมื่อเหตุการณ์ที่กองทัพพม่าประสบความพ่ายแพ้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนต่อกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์และกองกำลังต่อต้านในปี 2567 ครอบครัวทหารและกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งที่สนับสนุนกองทัพ รวมถึงพระสงฆ์ได้เคยออกมาเรียกร้องให้ พล.อ.มินอ่องหลายรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้โดยการลาออกจากตำแหน่ง เหตุการณ์เรียกร้องในครั้งนั้น สร้างความอับอายให้แก่ พล.อ.มินอ่องหล่าย เมื่อผู้สนับสนุนได้ขอให้เขาลงจากตำแหน่งและมอบตำแหน่งผู้นำสูงสุดให้ พล.อ.โซวิน
กลุ่มผู้สนับสนุนกองทัพยังกล่าวว่า พล.อ.โซวิน ต่างหากที่เป็นทหารตัวจริง อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีการออกมาประกาศใดๆเกี่ยวกับอนาคตของพล.อ.โซวิน แต่ก็มีการคาดการณ์กันว่า พล.อ.โซวิน นั้นน่าจะถูกวางให้รับตำแหน่งสภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ (Union Consultative Council) ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งมีหน้าที่ในการชี้นำและประสานงานด้านความมั่นคง หลักนิติธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมไปถึงกระบวนการสันติภาพและประเด็นด้านกฎหมายสำหรับระบอบการปกครองใหม่
ขณะที่พล.อ.โซวิน ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดตั้งแต่ปี 2554 และเป็นรองประธานของระบอบการปกครองตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564
แหล่งข่าวทางทหารระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างพล.อ.มินอ่องหล่าย และพล.อ.โซวิน นั้นเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ 1027 ในเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านได้ออกมาโจมตีฐานทัพพม่าตามพื้นที่ต่างๆทั้งในภาคเหนือของรัฐฉานและภูมิภาคอื่นๆ พล.อ.โซวินนั้น ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้งว่าเป็นผู้ยึดมั่นในแนวทางเดิมและเป็นมือขวาของ พล.อ.มินอ่องหลาย ในการประชุมนายพลครั้งล่าสุดในเมืองหลวงเนปีดอว์ พล.อ.มินอ่องหล่ายได้กล่าวยกย่องพล.อ.โซวินว่าเป็นสหายร่วมรบของเขาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่นักวิเคราะมองว่า การที่พล.อ.มินอ่องหลายเลือกนายพลเยวินอู เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแสดงให้เห็นว่าต้องการหัวหน้าทหารที่เขาสามารถไว้วางใจและควบคุมได้มากกว่าคนที่ได้รับความนิยมและความเคารพ
“เขาต้องการฝากกองทัพไว้ในมือของคนที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย เพราะกลัวว่าจะเกิดรัฐประหารเมื่อเขาขึ้นเป็นประธานาธิบดี” นักวิเคราะห์รายนี้ กล่าว
เขายังมองว่า การปฏิเสธที่จะเลื่อนตำแหน่งให้พล.อ.โซวินเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั้น เปรียบได้กับกรณีที่ว่า “ถ้าผมออกจากกองทัพ คุณก็ต้องออกไปด้วยเช่นเดียวกัน” ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันว่า พล.อ.มินอ่องหลายก้าวลงจากตำแหน่งทางทหารเพื่อไปดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่าที่จะมีการคัดเลือกในเร็วๆนี้
อีกด้านหนึ่ง นายพลจ่อสว่าลิน ที่ขึ้นมารับตำแหน่งแทนพล.อ.โซวินนั้น เป็นอีกนายพลที่ได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.มินอ่องหลาย โดยนักวิเคราะห์ทางทหารเคยมองว่า นายพลผู้นี้ได้ถูกวางตัวไว้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่าในอนาคต
สำนักข่าว Irrawaddy รายงานด้วยว่า นายพลจ่อสว่าลินนั้น ได้เป็นพลโทที่อายุน้อยที่สุดของประเทศเมื่ออายุ 45 ปี แม้จะไม่มีผลงานที่โดดเด่นทางทหารมากก็ตาม เคยดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการเสนาธิการทหารบกและผู้บัญชาการฝ่ายส่งกำลังบำรุง รับผิดชอบการบริหารงบประมาณทางทหารมูลค่ากว่า 5.6 ล้านล้านจัต (ประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีงบประมาณ 2566 – 2567
นายพลผู้นี้ เป็นที่รู้จักครั้งแรกในฐานะเจ้าหน้าที่ส่วนตัวของพล.อ.หม่องเอ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดในรัฐบาลตานฉ่วย อย่างไรก็ตาม นายพลจ่อสว่าลิน ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งการให้มีการยิงปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุมในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ปี 2564 ในช่วงที่ประชาชนในพม่าออกมาลุกฮือต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพพม่า
———



