Search

ทูตสหรัฐลงเรือลาดตระเวนแม่น้ำโขงเลาะเลียบ “คิงส์โรมัน” เผยแหล่งอาชญากรใช้เกาะกลางลำน้ำเป็นจุดพักยาเสพติด-สินค้าผิดกฎหมาย เอ็นจีโอแฉคนไทยถูกหลอกทำงานคอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่อื้อ-แนะรัฐบาลไทยแก้ปัญหาจริงจัง

วันที่ 4 เมษายน เพจ U.S. Consulate General Chiang Mai Thailand ของสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯเชียงใหม่ รายงานว่านายฌอน เค. โอนีลล์ (Sean K. O’Neill) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากกองบังคับการตำรวจน้ำ และศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในแม่น้ำโขง ได้ร่วมลาดตระเวนในแม่น้ำโขงของจังหวัดเชียงราย เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยในการทำลายเครือข่ายอาชญากร ซึ่งมุ่งหมายที่จะทำร้ายทั้งชาวอเมริกันและชาวไทย โดยเรือที่ใช้ในการลาดตระเวนครั้งนี้ เป็นหนึ่งในเรือลาดตระเวนจากทั้งหมด 12 ลำ ที่สนับสนุนโดยสำนักกิจการยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

ทั้งนี้เอกอัครราชทูตโอ’นีลได้สังเกตเห็นถึงความท้าทายในการรักษาความปลอดภัยพรมแดนทางน้ำของจังหวัดเชียงรายที่ติดกับลาวและพม่า ตลอดระยะทางกว่า 110 กิโลเมตร ซึ่งเกาะกลางลำน้ำมักจะถูกใช้เป็นจุดพักยาเสพติดและการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายอื่นๆ ซึ่งการสนับสนุนด้านอุปกรณ์และการฝึกอบรมจากคณะผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เรือลาดตระเวนเหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเฝ้าระวังเพื่อสกัดกั้นการค้ามนุษย์และทำลายองค์กรอาชญากรรม โดยอยู่ในเขตพื้นที่ของเครือข่ายการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามพรมแดน ไทย-ลาว-เมียนมา

ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่ที่นายฌอน เค. โอนีลล์ ลงเรือลาดตระเวนคือแม่น้ำโขงบริเวณ อ.เชียงแสน ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นอาณาจักรคิงส์โรมัน ซึ่งเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติใหญ่ที่มีจ้าวเหว่ย นักธุรกิจจีนเป็นเจ้าของ ซึ่งขณะนี้ยังมีชาวต่างชาติรวมทั้งคนไทยอีกจำนวนมากถูกหลอกไปทำงานคอลเซ็นเตอร์อยู่ด้านใน

วันเดียวกันสื่อท้องถิ่นในเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่าฝั่งตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย รายงานว่า ตำรวจทหารพม่าบุกจับแก็งคอลเซ็นเตอร์ที่โรงแรมเรจิน่า กลางเมืองท่าขี้เหล็กโดยคนทำงานเป็นคนไทยทั้งหมดรวม 50 ราย ชาย 29 ราย หญิง 21 ราย โดยตำรวจพม่าแถลงว่านายทุนเป็นคนไทยซึ่งสามารถยึดเงินสกุลไทยสด 150 ล้านพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและอื่นๆอีกนับร้อยรายการ

ด้านนายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันมีบางกลุ่มออฟฟิศของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานจากกัมพูชาเข้ามายังฝั่งลาวแล้วอย่างน้อย 3-4 แห่ง ขณะเดียวกันยังมีการกระจายตัวไปยังพื้นที่ท่าขี้เหล็กด้วย โดยในช่วงที่ผ่านมา มูลนิธิฯได้ให้การช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม พบผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือรวมอย่างน้อย 25 ราย แบ่งเป็นช่วงต้นเดือน 16 ราย และปลายเดือนอีก 9 ราย

รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอลกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีร้องเรียนจากผู้ปกครองว่าบุตรหลานหายตัวไป โดยอ้างว่าจะมาทำงานในจังหวัดเชียงราย

“กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นเยาวชนในช่วงปิดเทอม ที่ถูกชักชวนด้วยข้อเสนอทำงาน เช่น พนักงานเสิร์ฟ หรือพนักงานพีอาร์ ก่อนถูกพาข้ามไปยังฝั่งคิงส์โรมัน และถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการคอลเซ็นเตอร์ลักษณะการกระทำมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบที่พบในพื้นที่ปอยเปต โดยเป็นการค้ามนุษย์ในรูปแบบใหม่ที่ดูเหมือนไม่มีการใช้ความรุนแรง แต่แท้จริงแล้วเป็นการบังคับผ่านการควบคุมพื้นที่การกักขัง และการข่มขู่ เช่น ห้ามออกจากสถานที่ บังคับให้ทำงาน และกดดันไม่ให้สามารถเดินทางกลับประเทศได้”นายจารุวัฒน์ กล่าวส่วนกรณีที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯลงพื้นที่สำรวจข้อมูลที่แม่น้ำโขงตรงข้ามกับคิงโรมันส์ด้วยตัวเองนั้น รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล กล่าวว่า หากมีการเจรจาในเรื่องนี้อยากให้ทางหน่วยงานในไทยและที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมีผู้เสียหายชาวไทยร้องเรียน ควรเร่งตรวจสอบและใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด รวมถึงประสานความร่วมมือข้ามประเทศ เพื่อป้องกันการหลอกลวงคนไทยเข้าไปเป็นเหยื่อในขบวนการนี้

ส่วนกรณีที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯลงพื้นที่สำรวจข้อมูลที่แม่น้ำโขงตรงข้ามกับคิงโรมันส์ด้วยตัวเองนั้น รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล กล่าวว่า หากมีการเจรจาในเรื่องนี้อยากให้ทางหน่วยงานในไทยและที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมีผู้เสียหายชาวไทยร้องเรียน ควรเร่งตรวจสอบและใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด รวมถึงประสานความร่วมมือข้ามประเทศ เพื่อป้องกันการหลอกลวงคนไทยเข้าไปเป็นเหยื่อในขบวนการนี้