Search

ผลการตรวจวิเคราะห์ดินริมแม่น้ำกก กับสารหนูที่“ท่านหนู”ไม่เอ่ยถึงเลยในนโยบาย

ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ 

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

กรมพัฒนาที่ดินได้นำเสนอผลการตรวจวิเคราะห์ดินบริเวณริมแม่น้ำกกตั้งแต่เดือนเมษยายน-ธันวาคม 2568 แบ่งจุดเก็บดินในพื้นที่ริมแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย จำนวน 186 จุด จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 64 จุด ส่งตรวจ วิเคราะห์ที่สำนักงานวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน และยังทำการเก็บตัวอย่างตะกอนดิน ดิน น้ำ พืช ในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผลการตรวจวิเคราะห์เปรียบเทียบผลกับค่ามาตรฐาน ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และประกาศกระทรวงสาธารณสุข 

ผลการตรวจในระยะแรกในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายพบการปนเปื้อนของสารหนูโดยกรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดเป็นพื้นที่หรือ Zoning ออกเป็น 3 ระดับคือพื้นที่สีเขียวหมายถึงพื้นที่ที่มีสารหนูไม่เกินค่ามาตรฐานระหว่าง 0-14.99 mg/kg สามารถทำการเพาะปลูกพืชอาหารได้ พื้นที่สีเหลืองหมายถึงพื้นที่ตรวจพบสารหนูอยู่ระหว่าง 15-24.99 mg/kg เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง และพื้นที่สีแดงหมายถึงตรวจพบสารหนู > 25 mg/km เป็นพื้นที่เสี่ยงดังรูปที่ 1-3 

ข้อมูลรายงานพบจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่เสี่ยงจำนวน 18 จุดทั้งที่น้ำท่วมและไม่ท่วมในพื้นที่ตำบลแม่ยาว ดอยฮาง และห้วยชมพู นั่นหมายความว่าในพื้นที่ลุ่มน้ำกกมีการปนเปื้อนสารหนูที่อาจส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชอาหารของมนุษย์และสัตว์ได้ ทางกรมพัฒนาที่ดินได้มีการติดตามเก็บตัวอย่างดินเพื่อตรวจวิเคราะห์ต่อเนื่อง และมีข้อแนะนำแนวทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและการเกษตรในพื้นที่เสี่ยง โดยในพื้นที่โซนเฝ้าระวังสีเหลืองให้มีการปรับปรุงคุณภาพของดินโดยการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ถ่านชีวภาพเพื่อช่วยจับยึดโลหะหนักและลดการดูดซึมเข้าสู่พืช และทำเฝ้าระวังด้วยการตรวจดิน–พืช 2 ครั้ง/ปี 

พื้นที่โซนสีแดงที่มีปริมาณสารหนูเกินค่ามาตรฐาน มีข้อแนะนำ โดยให้จำกัดการปลูกพืชอาหารที่สะสมโลหะสูง เช่น ข้าว, ผักใบ เป็นต้น ส่งเสริมพืชที่สะสมโลหะต่ำ หรือพืชที่ไม่ได้บริโภคโดยตรง เช่น พืชพลังงาน หรือหญ้าแฝก ใช้เทคนิคฟื้นฟู เช่น phytoremediation ปลูกหญ้าแฝก พืชดูดซับโลหะ หรือการเสริมวัสดุปรับปรุงดิน (ถ่านชีวภาพอินทรียวัตถุสูง) ควบคุมการใช้น้ำชลประทานจากแหล่งที่มีความเสี่ยง และตรวจสอบดิน–พืช–น้ำ อย่างน้อย 3–4 ครั้ง/ปี ซึ่งเป็นมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปนเปื้อนของสารหนูในพื้นที่ลุ่มน้ำกก 

ข้อสังเกตจากผลการตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนสารหนูในดินนั้นได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ หมายความว่าสารหนูได้แพร่กระจายในพื้นที่ลุ่มน้ำกกแทรกซึมตามพื้นดินจากข้อมูลที่กรมพัฒนาที่ดินได้รายงาน แม้ว่าในเบื้องต้นในทางธรณีเคมีพื้นที่ที่ตรวจพบว่าเป็นจุดเสี่ยงสูงเกินค่ามาตรฐานนั้นจะเป็นพื้นที่โซนของการมีอยู่ของสารหนูจากแหล่งแร่ในทางธรรมชาติก็ตาม แต่ทั้งนี้นั้นในการที่สารหนูจะถูกปลดปล่อยจากพันธะกับแร่ต่างๆนั้นมักจะมาจากการถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่เป็นหลัก ดังนั้นข้อสมมติฐานหรือข้อถกเถียงเกี่ยวกับแหล่งที่มาของสารหนูในแม่น้ำกกจึงมุ่งเป้าไปที่การทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของสารหนูและโลหะหนักอื่นที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมดังกล่าว 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะต้องวิเคราะห์และประเมินผลกระทบต่อเนื่องคือจะทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในดินที่มีความเสี่ยงสูงที่เกินค่ามาตรฐานการเพาะปลูกพืชอาหารทั้งคนและสัตว์ เกษตรกรที่มีที่ดินจำกัดโดยเฉพาะพื้นที่โซนแดงจะมีแนวทางมาตรการดูแลและช่วยเหลืออย่างไรจากภาครัฐ เช่นเดียวกันหากพื้นที่นั้นเป็นที่ดินของรัฐแต่เป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ชุมชนใช้ประโยชน์ในด้านปศุสัตว์ย่อมกระทบต่อแหล่งเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้านในพื้นที่ตามมา 

เช่นเดียวกันหากจะส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหาร คำถามที่ตามมาคือจะมีแนวทางการส่งเสริมทั้งพืชที่ปลูก องค์ความรู้ กลไกตลาดและแหล่งรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรอย่างไรแทนพืชอาหารที่ชาวบ้านทำกันมาชั่วชีวิต ล้วนเป็นคำถามที่รัฐต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องเหล่านี้ ประเด็นเหล่านี้คือเรื่องที่รัฐต้องขบคิดและคิดต้นทุนที่ต้องจ่ายจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสารโลหะหนักปนเปื้อนในระบบนิเวศลุ่มน้ำกกเพื่อนำไปสู่ชุดข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นยิ่งในการนำไปพิจารณาจัดทำข้อเสนอเชิงนโนบายเพื่อนำไปสู่การเจรจาระหว่างประเทศกับผู้ก่อมลพิษข้ามพรมแดน มิใช่เพียงแต่วุ่นวาย เสียเวลา เสียทุนทรัพย์ ต้นทุนในด้านต่างๆทั้งสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยเปล่าประโยชน์ตลอดระยะเวลาที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน เรียกประชุมคณะต่างๆ มีการตรวจวิเคราะห์ทั้งดิน พืช น้ำ ผลผลิตทางการเกษตร 

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เฉพาะปัญหาผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนแต่ยังมาจากปัญหาวิธีคิดของรัฐ (หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) เองด้วยที่มองแต่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแบบตั้งรับ สิ่งสำคัญคือจะตั้งรับอย่างไรเพื่อจะตีโต้กลับไปสู่ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการนำไปสู่โต๊ะเวทีการเจรจาหยุดแหล่งกำเนิดโดยมิสูญเปล่า หรือยังมิอาจคิดได้ว่ามันคือปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ หรือมิตระหนักหรือว่าสารโลหะหนักเหล่านี้คือมฤตยูเงียบที่ทำลายสุขภาพและจะสร้างความเจ็บที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของผู้รับสัมผัสแบบสะสมของประชาชนในพื้นที่ตลอดลุ่มน้ำ ดังนั้นเมื่อมันคือความมั่นคงของมนุษย์ย่อมเป็นความมั่นคงของประเทศชาติด้วย “สารหนูที่ท่านหนูมิได้เอ่ยถึงเลยในนโยบายปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ” 

————-