
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยอิสระและผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment Platform หรือ CHIA Platform)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมพัฒนาที่ดิน(พด.) ตรวจสภาพดินในพื้นที่เกษตรกรรมริมแม่น้ำกกพบว่าในบางพื้นที่มีสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานว่า เห็นความพยายามของกรมพัฒนาที่ดินที่ตรวจและออกคำเตือนประชาชนเรื่องการปนเปื้อนโดยที่ดินใกล้ลำน้ำมีการปนเปื้อนสูง และที่อยู่ห่างออกมาเป็นสีเขียวก็คือปลอดภัย พร้อมมีคำแนะนำเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นตัวตั้งต้นที่ดี
“ผลตรวจจะเห็นว่าพื้นที่ใกล้แม่น้ำมีการปนเปื้อนสารหนูมากกว่า ตรงกับสมมุติฐานที่สงสัยว่าที่ดินที่น้ำท่วมถึงมีการปนเปื้อนหรือไม่ ทั้งพื้นที่ ต.แม่ยาว ต.ดอยฮาง และห้วยชมพู อ.เมืองเชียงราย เป็นพื้นที่เสี่ยง และพื้นที่เหล่านี้เคยถูกน้ำท่วม แปลว่าในฤดูฝนน้ำท่วมตรงไหนดินตรงนั้นก็เปื้อน”สมพร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าตามหลักวิชาการแล้วในพื้นที่ปนเปื้อนสูงควรทำอย่างไร นักวิจัยผู้นี้กล่าวว่า ในรายงานของกรมพัฒนาที่ดินแนะนำเรื่องการปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหาร ขณะเดียวกันควรมีคำชี้แจงให้ชาวบ้านทราบข้อมูลเบื้องต้นให้ทราบความเสี่ยง อย่างไรก็ตามตอนนี้ข้อมูลอยู่ในมือหน่วยงานของรัฐบาล ดังนั้นควรส่งให้ถึงชาวบ้านและมีการอธิบายเพิ่มและสำรวจเชิงลึกว่าประชาชนจะใช้ที่ดินได้อย่างไรบ้างโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนเข้มข้นสูง ควรกันเป็นเขตที่ต้องจัดการดินเพื่อลดปริมาณการปนเปื้อน ขณะที่พื้นที่อันตรายลดลงก็สามารถแนะนำว่าใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการตีขอบเขตที่ชัดเจน
“มีการแนะนำว่าไม่ควรปลูกพืชอาหารในที่ดินที่ปนเปื้อนสูง แต่ความเป็นจริงในวันนี้ชาวบ้านยังปลูกผัก ทำนา หน่วยงานราชการต้องแนะนำชาวบ้าน โดยเฉพาะในสถานการณ์อันยากลำบากเช่นนี้ จะให้ชาวบ้านไปซื้อผักกินอย่างไร หากห้ามทำนาแล้วจะให้ชาวบ้านไปหาที่นาใหม่หรือมีการชดเชยอย่างไร ถือว่าทำข้อมูลมาดีแล้วแต่การออกมาตรการ ต้องมีการจำเพาะ และจัดประชุมร่วมกับชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ต้องหาทางออกให้ชาวบ้านด้วยว่าจะลดการรับสารพิษอย่างไร แต่ละคนเงื่อนไขชีวิตต่างกัน การจัดประชุมเฉพาะที่ศาลากลางนั้นคงพอ แต่ต้องให้ชาวบ้านได้ร่วมดูข้อมูลและร่วมตัดสินใจ” ผู้อำนวยการCHIA Platform กล่าว
สมพรกล่าวถึงผลการตรวจพืชผักของศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรบนพื้นที่สูงที่พบพืชผักหลายชนิดในเมืองเชียงรายมีค่าสารโลหะหนักเกินมาตรฐานว่า ข้อมูลทำให้เห็นสถานการณ์ว่าเกิดการปนเปื้อน พบโลหะหนักในผักบางชนิด แต่รายงานนี้ไม่บอกว่าพื้นที่ที่เก็บตัวอย่างมีความสัมพันธ์กับแม่น้ำกกหรือไม่ อย่างไร ซึ่งต้องเอาพิกัดมาเทียบกับแผนที่
“ควรมีการตรวจเฝ้าระวังพืชผักและต้องใช้ฐานข้อมูลของกรมที่ดินที่ตรวจดิน ดูแผนที่ความเสี่ยง ว่าที่ดินตรงไหนปนเปื้อนอย่างไรบ้าง ดูว่าที่ดินนั้นๆ มีการทำการเกษตรอย่างไร การตรวจสัมพันธ์กับมลพิษหรือไม่ เรายังบอกไม่ได้ว่ามาจากดิน น้ำ หรือจากอะไร ข้อเสนอคือหน่วยงานต้องบูรณาการ วางระบบเฝ้าระวังให้มีความสัมพันธ์กัน ดิน น้ำ การทำเกษตรและการใช้ที่ดิน หากต่างคนต่างตรวจเมื่อนำมาแปลผลจะไม่เห็นความสัมพันธ์ เมื่อฝ่ายนโยบายจะออกมาตรการก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้”สมพร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์ขณะนี้อยู่ในขั้นไหนของการปนเปื้อนสารโลหะหนัก สมพรกล่าวว่าขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษที่ปล่อยลงมาว่ามากน้อยแค่ไหนและต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล การสะสมในห่วงโซ่อาหารขึ้นอยู่กับพืชแต่ละชนิดด้วย หากเป็นพืชอายุสั้นโอกาสสสะสมน้อยกว่า
“ขณะนี้มีการสะสมในร่างกายมนุษย์แล้วจากการตรวจพบสารหนูในเส้นผมและเล็บ แปลว่าประชาชนบางส่วนสัมผัสมายาวนานมากกว่าครึ่งปี แม้จะมีข่าวและประกาศเตือน แต่การสัมผัสต่อเนื่องแม้ไม่เกินค่ามาตรฐาน หากยังไม่ทำอะไรในระยะต่อไปจะพบคนป่วยจากการรับสารพิษ ตอนนี้การเฝ้าระวังยังไม่เป็นระบบ ข้อมูลยังไม่เชื่อมโยงกัน เราไม่มีข้อมูลว่าใครรับสารพิษเข้าไปมากน้อยแค่ไหน ระยะเวลาเท่าไหร่ โอกาสที่จะป่วยแค่ไหน เพื่อนำไปสู่การป้องกันอย่างแม่นยำ” ผอ. CHIA Platform กล่าว
นายปฐมพงศ์ ฤทธิ์แผลง ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมลุ่มน้ำกก เขื่อนเชียงรายฝั่งขวา ที่1 จ.เชียงราย กล่าวว่ายังไม่ทราบความคืบหน้าของการปนเปื้อน ทุกวันนี้การใช้ที่ดินทำการเกษตรยังเป็นไปตามปกติ มีการนำตัวอย่างพืชไปตรวจ แต่ตนไม่ทราบชัดเจนเพียงแต่ได้ยินว่ามีการปนเปื้อนสารหนู แต่ข้อมูลมีหลายด้านซึ่งยังคลุมเครือ
“บางคนหากมองว่ามีสารโลหะหนักเป็นอันตรายมันก็เป็น หากมองไม่เป็นอันตรายมันก็ไม่เป็น หน่วยงานรัฐบอกว่าไม่เกิน ไม่เป็นไร เขาบอกว่าพพืชผักต้องมีสารปนเปื้อนอยู่แล้วจากสารเคมี ตอนนี้ชาวบ้านก็ไม่ได้คิดหรือวิตกกังวลอะไร เมื่อก่อนก็ตื่นเต้นกัน แต่ตอนนี้ก็ลืมๆกันไปแล้ว
“ในฐานะผู้นำเครือข่ายก็อยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาหาความชัดเจน เราจะอยู่ได้หรือไม่ หรือควรหาวิธีป้องกันแบบไหน ที่ดินลุ่มน้ำกกมีพื้นที่เพาะปลูก 60,000 กว่าไร่ แบ่งเป็นฝั่งซ้ายประมาณ 20,000ไร่ซึ่งถูกน้ำท่วมปี 2567 และหน่วยงานราชการก็มีการลงมาตรวจ แรกๆ เขาบอกว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง เมื่อเป็นข่าวเขาก็มาตรวจพื้นที่จุดเสี่ยง เข้าดูประปา แต่ผลตรวจเป็นอย่างไรชาวบ้านก็ไม่ทราบ ทำให้ตอนนี้ชาวบ้านลืมๆเรื่องสารปนเปื้อนไปแล้ว”นายปฐมพงษ์ กล่าว
ด้านนายเสรี สุทธิพรปัญญา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยชมภู อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กรมพัฒนาที่ดินตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนในที่ดินแปลงเกษตรมีค่าสูง กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรริมน้ำกกเริ่มลดปริมาณการปลูกพืชผลทางเกษตรน้อยลง ไม่ว่าจะเป็น พริก กระเทียม ข้าวโพด เพราะชาวบ้านขายพืชผลทางการเกษตรได้ยาก เนื่องจากผู้บริโภคตรวจสอบแหล่งที่มาของผลผลิตทางเกษตรมากขึ้น