เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 สำนักข่าว Mizzima รายงานว่า พลเอกมินอ่องหลาย ได้เข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่าแล้ว พร้อมกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆอีก 30 คน ที่รัฐสภาในกรุงเนปีดอว์ เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามคณะรัฐบาลชุดใหม่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนจากกองทัพพม่าและสมาชิกพรรค USDP หรือพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party) ซึ่งเป็นพรรคสายทหาร
ทั้งนี้นายพลทุนอ่อง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลโทยุ้นวินส่วย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโทโพนเมียต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชายแดน นอกจากนี้ การแต่งตั้งตำแหน่งที่สำคัญอื่นๆได้แก่ นายอูติ่น หม่องส่วย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอูอ่อง เต่งลิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศ และดร.หม่องถิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงด้านเยาวชน นายอูหม่องมิ้น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโรงแรม การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
ด้านรายการ Opinion Talk ของสำนักข่าว Irrawaddy รายงานด้วยว่า คณะรัฐบาลชุดใหม่ 30 คนนี้ ราว 20 คน เป็นนายพลในกองทัพพม่า ซึ่งบางส่วนอยู่ในรายชื่อถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ และนายพลบางส่วนเป็นที่รู้จักกันในฐานะก่อเรื่องยุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติและศาสนา โดยนายพลเหล่านี้ยังดำรงตำแหน่งระดับสูงมานับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564 เพียงแค่ถูกแต่งตั้งในรัฐบาลชุดใหม่อีกครั้งเท่านั้น
หลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง พลเอกมินอ่องหลายได้กล่าวถึงข้อร้องเรียนที่กองทัพมีมายาวนานต่อรัฐบาลชุดก่อน โดยระบุว่าในการเลือกตั้งทั่วไปแบบประชาธิปไตยหลายพรรคในปี 2563 พรรคที่ครองอำนาจในขณะนั้นได้กระทำการทุจริตการเลือกตั้งที่น่าเกลียดและน่ารังเกียจ และล้มเหลวในการจัดการเลือกตั้งที่ยุติธรรมอย่างแท้จริง
นอกจากนี้พลเอกมินอ่องหลายยังวิจารณ์รัฐบาลของนางอองซาน ซูจีว่า มีส่วนร่วมในการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งทำให้ระบบประชาธิปไตยเสื่อมถอยลง
ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ยังได้กล่าวถึงความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกิจการภายในประเทศและปัญหาต่างๆที่ซับซ้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยระบุว่า จะต้องเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ด้วยความสามัคคีและความเข้มแข็งร่วมกันของคนในชาติ
ประธานาธิบดีคนใหม่ยังได้ประกาศแผนการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ ( Union Consultative Council) ซึ่งจะเป็นองค์กรที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการบังคับใช้กฎหมาย ในส่วนของการทูตระดับภูมิภาค
พลเอกมินอ่องหลาย ยืนยันว่าพม่าจะยังคงมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงความตั้งใจที่จะกลับไปสู่บรรทัดฐานทางการทูตที่เคยมีมา
ในพิธีเข้ารับตำแหน่งของคณะรัฐบาลชุดใหม่ของพม่า ได้มีคณะผู้แทนต่างประเทศและเอกอัครราชทูต 26 คนจาก 23 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในระดับภูมิภาคสำหรับคณะรัฐบาลบริหารชุดใหม่ของพม่า แม้ว่าจะมีความขัดแย้งภายในประเทศและการถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อกังขาที่ว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้ขึ้นสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งที่หลอกลวงและกระบวนการเลือกตั้งที่ทุจริตก็ตาม
ด้านนายจ่อสว่าโม บรรณาธิการบริหารของสำนักข่าว Irrawaddy ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ Opinion Talk ได้เรียกน้อง 3 ข้อ ที่จะต้องทำภายใน 100 วันที่เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่าคือ 1.ให้พลเอกอ่องหลายปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองในพม่าทั้งหมดโดยทันที ซึ่งคาดว่ามีอยู่จำนวน 20,000 คน รวมทั้งปล่อยตัวผู้นำระดับสูงฝ่ายประชาธิปไตยอย่างดอว์ซูจีและประธานาธิบดีอูวินมิ้นด้วย โดยนายจ่อสว่าโมยกตัวอย่างว่า พลเอกอาวุโสตานฉ่วยเคยปล่อยตัวดอว์ซูจี จากการกักบริเวณในบ้านพัก หลังการเลือกตั้งในปี 2553 หรือเหตุการณ์พลเอกเต็งเส่งปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองมากกว่า 200 คน
2.ขอให้มีการยุติการเกณฑ์ทหารใหม่ในประเทศโดยทันที เพราะทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องเดินทางออกจากพม่า หากพลเอกมินอ่องหลายกล้ารับคำท้านี้ จะเป็นการบรรเทาทุกข์ให้กับคนหนุ่มสาวและครอบครัวทั่วประเทศพม่า
ขณะที่ข้อเรียกร้องสุดท้าย คือให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนในประเทศโดยทันที เช่น การโจมตีทางอากาศ การจับกุมตามอำเภอใจ การฆ่าสังหารและการเผาทำลายบ้านเรือนของประชาชนเป็นต้น รวมถึงการเจรจากับกลุ่มต่อต้านและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างๆแต่ต้องเจรจาด้วยความจริงใจบนพื้นฐานที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
“คำกล่าวอ้างของฝ่ายกองทัพพม่าที่ว่า ประตูสู่สันติภาพนั้นเปิดอยู่ไม่ได้มีความหมายใดๆ หากการโจมตีทางอากาศยังดำเนินต่อไป การปกครองในระบอบสหพันธรัฐประชาธิปไตยนั้นยังห่างไกลมาก ห่างไกลมากจริงๆ แต่หากพลเอกมินอ่องหลายยังไม่สามารถทำ 3 ข้อเรียกร้องนี้ได้ งั้นคำกล่าวอ้างของเขาที่ว่า ไม่มีอะไรที่เขาไม่กล้าทำ จึงใช้ได้เฉพาะกับการยึดอำนาจ การใช้กำลังและการสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดีเท่านั้น การนำพาพม่ากลับไปสู่ระเบียบทางการเมืองที่ถูกต้องและเป็นธรรมนั้น เป็นความรับผิดชอบที่ตกอยู่กับพวกเราทุกคนในท้ายที่สุด” ผู้ดำเนินรายการกล่าวกับผู้ชม
